ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: กลางพายุ (9/1/2016)  (อ่าน 7237 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: กลางพายุ (9/1/2016)
« เมื่อ: มกราคม 09, 2016, 09:25:51 PM »




สภาพของลิเวอร์พูล ในเกมที่ เซนต์ เจมส์ ปาร์ค สนามเหย้าของทีม เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ (คนละสนามกับเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ของทีมนิวคาสเซิลนะครับ) เป็นสภาพที่ย่ำแย่เหนือจินตนาการว่าอดีตมหาอำนาจของวงการฟุตบอลอังกฤษ จะต้องไล่ตีเสมอทีมในระดับลีก ทู หรือดิวิชั่น 4 เดิมในแบบ “โกงความตาย” เช่นนี้
   
แต่หากพิจารณาถึงทีมที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ส่งลงสนามแล้ว มองอย่างใจเป็นกลาง การที่สามารถเอาตัวรอดกลับมาได้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอยู่ในที
   
เพราะใน 11 ผู้เล่นตัวจริงมีผู้เล่นในทีมชุดใหญ่เพียง 3 คน และมี คริสเตียน เบนเตเก้ คนเดียวเท่านั้นที่พอจะเรียกว่าเป็น “ตัวหลัก” ของทีม และตัวสำรองอย่าง อดัม บ็อกดาน กับตัวอะไหล่ที่หมดสภาพอย่างชัดเจนอย่าง โฆเซ่ เอ็นริเก้
   
นอกนั้นอีก 8 คนเป็นนักเตะระดับเยาวชนซึ่งไม่มีใครเลยที่ได้โอกาสในการลงเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ดีที่สุดเท่าที่มองเห็นคือ เจา คาร์ลอส เตเชรา มิดฟิลด์ดาวเด่นที่เดอะ ค็อป จำนวนมากอยากเห็น คล็อปป์ ให้โอกาสมากกว่านี้
   
รองลงมาคือ แบร๊ด สมิธ แบ็กซ้ายที่เริ่มได้โอกาสในการลงเล่นในฐานะตัวทดแทนของ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ มากขึ้นเรื่อยๆ , คอนเนอร์ แรนดัลล์ แบ็กขวา และคาเมรอน บรานนาแกน ที่พอได้เห็นหน้าบ้างในเกมเล็กๆฤดูกาลนี้ รวมถึง เฌอโรม ซินแคลร์ กองหน้าดาวรุ่งที่มีข่าวว่ามีปัญหาเรื่องการเจรจาต่อสัญญา
   
นอกนั้นเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ไม่เคยลงเล่นให้ทีมมาก่อนเลยอย่าง ติอาโก้ อิลอรี, เควิน สจ๊วร์ต และ ไรอัน เคนท์ โดยรายแรกและรายหลังสุดถูกเรียกตัวกลับมาเป็นการเร่งด่วน พร้อมกับ เชยี โอโจ้ ที่มีชื่อเป็นตัวสำรองก่อน
   
เมื่อองค์ประกอบของทีมเป็นแบบนี้ คล็อปป์ และแฟนบอลไม่สามารถเรียกร้องสิ่งใดได้มากกว่านี้อีกแล้วครับ
   
หรือหากพูดให้ชัดเข้าใจง่ายๆ แค่รอดกลับมาได้ก็บุญแล้ว
   
ยิ่งมองลงไปถึงสถานการณ์ในสนามที่ตกเป็นรองถึง 2 ครั้ง 2 ครา ในช่วงจังหวะเวลาที่เลวร้ายโดยเสียประตูแรกในนาทีที่ 9 และที่หนักกว่าคือการเสียประตูที่ 2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากความผิดพลาดที่เหลือเชื่อของ อดัม บ็อกดาน ที่ปล่อยให้ลูกเตะมุมของ ลี โฮล์มส โค้งเข้าประตูไปเพราะมัวแต่ไปโหนคานด้วยความประมาท
   
สำหรับทีมที่ผลงานกระท่อนกระแท่นตลอดเดือนที่ผ่านมาอย่างลิเวอร์พูล การจะแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
   
อย่างไรก็ดีต้องชื่นชมในความพยายามของนักเตะ ที่แม้ใจจะหวั่น ขาจะสั่น อีกทั้งสภาพอากาศกับสภาพสนามก็เลวร้าย พวกเขายังพยายามจนสามารถตีเสมอกลับมาได้ในที่สุดไม่ว่าจะในประตูตีเสมอครั้งแรกของ ซินแคลร์ และประตูกู้ชีพของ สมิธ
   
เช่นกันกับที่ต้องชื่นชม เอ็กเซเตอร์ ที่เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาอาจได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้านที่คุ้นเคยกับสนามมากกว่า แต่คุณภาพในการเล่นต่างหากที่ทำให้พวกเขาเกือบเอาชนะทีมที่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนยังพูดถึงเรื่องความหวังที่จะพลิกกลับมาเป็นทีมลุ้นแชมป์อยู่เลย
   
สำหรับคล็อปป์ อาจจะผิดหวังและหงุดหงิดที่ทีมจะต้องเพิ่มโปรแกรมในเกมรีเพลย์อีกนัดทั้งๆที่โปรแกรมเดิมช่วงที่ผ่านมาก็แน่นจนทำให้นักเตะบาดเจ็บมากถึง 13 รายแล้วในเวลานี้
   
แต่ในแง่ของภาพรวม การรักษาความหวังในฟุตบอลถ้วยเอาไว้ได้นั้นมีเป็นคุณค่าที่คุ้มค่ามากพอที่จะแลกเปลี่ยนกัน เพราะระหว่างการมีหรือไม่มี “ความหวัง” มันส่งผลถึง “พลัง” ที่จะทำหน้าที่ต่อไปในฤดูกาลที่เหลือ
   
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมกังวลมากไม่แพ้เรื่องของปัญหาอาการบาดเจ็บ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผกผันโดยตรงกับเรื่องอาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คือการที่ลิเวอร์พูล สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองไปจนเกือบไม่เหลือ
   
จากบอลที่เริ่มมีทรงในช่วงแรกที่นายใหญ่ชายในฝันเข้ามาคุมทัพ “พลังบวก” ตรงนั้นเริ่มหายไปอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเริ่มจากความพ่ายแพ้ต่อ คริสตัล พาเลซ สู่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด, วัตฟอร์ด และล่าสุดกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
   
กำลังใจหด กำลังแข้งก็หายเพราะอ่อนล้าจากการกรำศึกหนัก บวกกับสไตล์การเล่นที่ต้องแลกเปลี่ยนกับการสึกหรอของร่างกายที่เวลานี้เห็นได้ชัดว่านักเตะ ลิเวอร์พูล ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่นแบบ gegenpressing ได้ดีมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาเท่านั้นที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้
   
ในภาวะเช่นนี้ ผมอดกังวลใจแทนไม่ได้ครับว่าสถานการณ์นั้นอาจจะเลวร้ายมากกว่านี้
   
โดยเฉพาะกับ 3-4 นัดข้างหน้าไม่ว่าจะเป็นเกมพรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงเกมรีเพลย์เอฟเอ คัพ รอบที่ 3 กับเอ็กเซเตอร์ ซิตี้ และเกมรอบตัดเชือกลีก คัพ นัดที่ 2 กับสโต๊ค ซิตี้ ที่แม้จะเก็บชัยชนะนัดแรกได้ 1-0 แต่ไม่สามารถทำให้อุ่นใจได้มากนัก
   
สิ่งที่คล็อปป์ ต้องทำคือการ “ถนอม” ร่างกายของลูกทีมให้ได้มากที่สุด และวางแผนรับมือกับเกมเหล่านี้ให้ดีที่สุด ซึ่งบางครั้งเราอาจจะได้เห็นการเล่นเพื่อ “ไม่แพ้” บ้างในเกมกับ อาร์เซนอล และแมนฯ ยูไนเต็ด โดยต้องทำการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีเหลือในมือให้ดีที่สุด
   
อีกส่วนคือการซื้อผู้เล่นเข้ามาเติมในแนวรับและแนวรุก (ซึ่งไม่เหลือใครให้ฝากความหวังได้เลย แม้กระทั่ง เบนเตเก้) จะทำให้บรรยากาศในทีมผ่อนคลายขึ้น ซึ่งแม้จะต้องแลกด้วยการลงทุนบ้างแต่หากได้นักเตะอย่าง อเล็กซานเดร ปาโต้, อันเดรีย ราน็อคเคีย, เนเวน ซูโบติช หรือ โจเอล มาติป ก็จะลดทอนวิกฤติได้มาก
   
ขณะที่แฟนบอลเดอะ ค็อป ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องเข้าใจและเห็นใจทีมให้มาก
   
พายุกำลังถล่มหนัก หากยังรักกันจริงก็ต้องจับมือไว้ให้มั่นและเดินไปพร้อมกันครับ
Football Correspondent : )

 

sbobet