ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: คล็อปป์กับจุดเปลี่ยนแห่งฤดูกาล (15/1/2016)  (อ่าน 1573 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!




อาจไม่ใช่เกมที่สมบูรณ์แบบที่สุดและไม่ใช่ผลการแข่งขันที่ดีที่สุด แต่การไล่ตีเสมอทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในพรีเมียร์ลีกเวลานี้อย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ได้ในสภาพและสถานการณ์ที่เป็นรองนั้นเป็นเรื่องที่ถือว่าน่าพอใจแล้วครับสำหรับลิเวอร์พูล
   
อย่างน้อยนี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่าทีมในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีปัญหาเมื่อต้องลงสนามในเกมใหญ่
   
ระบบการเล่น กลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงความคิด สภาพจิตใจ คล็อปป์ ทำให้ลูกทีมเล่นสู้กับทีมที่อยู่ในระดับที่เหนือกว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เลสเตอร์ ซิตี้ (ใช่ครับ เราเป็นรองเลสเตอร์ เมื่อเทียบฟอร์มทั้งฤดูกาล)
   
รวมถึงเกมล่าสุดกับอาร์เซนอล ซึ่งแม้กว่าจะตีเสมอได้ก็หืดจับมากแล้ว แต่ด้วยวิธีการเล่น และวิธีการตีเสมอนั้นไม่มีเหตุผลอะไรให้ชวนรู้สึกน่าผิดหวัง
   
สิ่งที่น่าสนใจคือในเกมเหล่านี้นั้น ยกเว้นในเกมกับเลสเตอร์ “หงส์แดง” เล่นฟุตบอลในระบบและรูปแบบที่เป็นฉบับของนายใหญ่ชาวเยอรมันจริงๆ
   
โดยไม่อิงเรื่องบทบาทหรือตำแหน่ง -  ฟุตบอลของคล็อปป์ คือฟุตบอลที่มีความไดนามิคสูง เคลื่อนที่เร็ว กดดันคู่แข่งตั้งแต่ในแดนหน้า และพยายามช่วงชิงบอลกลับมาให้ได้เร็วที่สุด เมื่อตัดบอลได้จะรีบเข้าทำเร็วทันทีเพื่อไม่ให้คู่แข่งได้ทันตั้งตัว
   
ลิเวอร์พูล จะเล่นแบบนี้ได้ในตอนนี้คือยามที่มี โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ยืนค้ำในแดนหน้า และต้องเป็นวันที่สตาร์ชาวบราซิลเลียนพร้อมจะทำผลงานด้วยเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทุกนัดที่จะเล่นได้แบบนี้
   
อย่างไรก็ดีถามว่านี่คือฟุตบอลในแบบที่คล็อปป์ ต้องการทั้งหมดหรือไม่?
   
คำตอบคือยัง และอาจกล่าวได้ว่ายังค่อนข้างห่างไกลอีกพอสมควรครับ โดยเฉพาะความละเอียดในการเล่น ความแม่นยำ รวมถึงการตัดสินใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปรับตั้งแต่พื้นฐาน ระบบวิธีการคิด รวมถึงทัศนคติ
   
ในแนวทางนี้ไม่มีทางลัดครับ ความพยายามบวกเวลาเท่านั้นที่จะนำไปถึงจุดนั้นได้
   
แต่อย่างน้อยตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา คล็อปป์ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายครั้งที่เสียค่า “ฉลาดไม่พอ” และได้ทยอยเรียนรู้บทเรียนมากมายในฟุตบอลอังกฤษในแบบ Intensive เริ่มจะ “จับทาง” ได้มากขึ้น
   
เช่นกันกับการเรียนรู้ลูกทีมตัวเองที่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ผมเชื่อว่า คล็อปป์ มีคำตอบในใจแล้วว่าเขาควรจะเก็บใครไว้ใช้งานต่อบ้างในฤดูกาลหน้า และใครบ้างที่ควรจะต้องย้ายออกไปเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทั้งตัวเขาและสโมสร
   
ที่ผ่านมา The Normal One ค่อนข้างใจกว้าง ให้โอกาสและเวลาทุกคนพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ ทั้งตัวสำรองอดทน แม้กระทั่งในกลุ่มดาวรุ่งที่ถูกทิ้งขว้างก็ตาม
   
ความใจกว้างนี้เป็นการซื้อใจที่สำคัญ นักเตะบางคนใช้โอกาสที่ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างไม่มีอะไรจะเสีย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ คล็อปป์ จะสอดแทรกปรัชญา วิธีการคิดของตัวเองเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ
   
หลังจากนี้ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นโฉมหน้า “ทีมของคล็อปป์” ที่แท้จริงกันชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
   
ตัวผู้เล่นและประสิทธิภาพอาจยังไม่ใช่ แต่อย่างน้อยเรื่องหัวใจผมว่าดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาแน่นอน

   
อย่างไรก็ดีในฐานะผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล คล็อปป์ ไม่สามารถจะใช้เวลาและโอกาสอย่างเรื่อยเปื่อยได้ได้ครับ เพราะไม่มีสโมสรใดที่พร้อมจะให้เวลาชั่วนิรันดร์แก่เขาในการสร้างทีมในฝันของตัวเองขึ้นมา
   
ลิเวอร์พูล เองก็มีเป้าหมายในใจสำหรับฤดูกาลนี้ ซึ่งหนีไม่พ้น “ท็อปโฟร์” ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถเฉียดเข้าใกล้ได้เลย
   
กำแพงกั้นระหว่างกลุ่มอันดับ 8-9 กับกลุ่มอันดับ 4-6 เป็นอุปสรรคที่ คล็อปป์ ยังไม่สามารถนำทีมทลายฝ่าเข้าไปได้ ด้วยเหตุผลของความไม่สม่ำเสมอในผลงานการเล่นที่เมื่อทำท่าจะดีขึ้นมาก็จะสะดุดขาตัวเอง ซึ่งหลายครั้งน่าเสียดายเพราะคู่แข่งเองก็พลาดให้เห็นตลอดเหมือนกัน
   
อันที่จริงฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่สุดแล้วที่จะได้กลับไปพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ครับ เพราะสายแข็งอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เองทีมสลับกันมีปัญหาหรือทำแต้มหล่นตลอด
   
ขณะที่ทีมอย่าง เลสเตอร์, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, สโต๊ค ซิตี้ หรือคริสตัล พาเลซ ผมยังไม่เชื่อว่า “ระดับชั้น” ของพวกเขาจะดีพอที่จะยืนระยะไหวจนจบฤดูกาล
   
ลิเวอร์พูล มีโอกาสอย่างเต็มเปี่ยมครับ ระยะห่าง 5 คะแนนกับท็อตแน่ม ไม่ได้ไกลเกินไปเลยกับช่วงกลางเดือนมกราคม สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องการ “จุดเปลี่ยน” ที่จะทำอันดับกลับไปเกาะในกลุ่ม 4-6 ให้ได้ก่อนเท่านั้น
   
โอกาสนั้นมาถึงในวันอาทิตย์นี้แล้วครับ กับเกม Red War หรือ “สงครามสีแดง” กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แอนฟิลด์
   
นี่จะเป็นครั้งแรกที่ คล็อปป์ จะได้นำทีมสู้ศึกกับคู่ปรับชั่วชีวิต โดยที่หากเก็บชัยชนะได้ลิเวอร์พูล จะทำแต้มเท่ากับแมนฯ ยูไนเต็ด ในอันดับ 6 ทันที และจะขยับใกล้ ท็อตแน่ม มากขึ้นด้วยเช่นกัน
   
ไม่มีจุดเปลี่ยนใดจะดีไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับลิเวอร์พูล และคล็อปป์ เพราะเกมนี้แม้จะดูคล้ายมาเร็วกว่าปกติ แต่มาในจังหวะและสถานการณ์ที่เหมาะสมมาก
   
แน่นอนครับว่า “ฝันร้าย” จากหลายนัดที่ผ่านมาในช่วงของ เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ทำให้น่าขวัญผวาอยู่บ้าง เช่นกันกับเมื่อเช็คฟอร์มของ ยูไนเต็ด ที่ระยะหลังถึงจะกระท่อนกระแท่นแต่ก็ดูมีอันตรายกว่าช่วงที่ผ่านมาพอสมควร
   
แต่หากประเมินในภาพรวมแล้ว ผมยืนยันว่าลิเวอร์พูล มีโอกาสเก็บชัยชนะเหนือแมนฯ ยูไนเต็ดได้แน่นอนครับ
   
ขอเพียง 3 อย่างเท่านั้นคือ ไม่ประมาท ไม่หลงตามเกมเอื่อยๆของยูไนเต็ด และเล่นตามสไตล์ตัวเองที่ทำได้ดีในทุกนัดที่พบกับทีมใหญ่พอ
   
ถึงจะรู้ว่าเกมนี้ออกได้ 3 หน้าเสมอ แต่ใต้การนำของคล็อปป์ ผมเชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกในทางเดียวกันว่า “มั่นใจ” มากกว่าที่ผ่านมามาก
   
และผมก็เชื่อว่าคล็อปป์ เองย่อมตระหนักดีกว่าผลของเกมนัดนี้จะสำคัญอย่างไรต่อช่วงที่เหลือของฤดูกาล
   
อย่างไรแล้วมารอดูกันครับว่า คล็อปป์ จะนำทีมสู่จุดเปลี่ยนแห่งฤดูกาลได้หรือไม่ :)
Football Correspondent : )

 

sbobet