ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: Angry Liver Bird (5/3/2016)  (อ่าน 559 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: Angry Liver Bird (5/3/2016)
« เมื่อ: มีนาคม 05, 2016, 01:48:14 AM »


อย่างช้าๆ - ผมเชื่อว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มมองเห็นภาพอนาคตลิเวอร์พูลของเขาในอีก 2-3 ปีข้างหน้าหรือมากกว่านั้นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
   
มันอาจใช้ระยะเวลายาวนานกว่า 5 เดือนที่จะทำความเข้าใจกับทีมทั้งหมด ไม่ว่าจะในเรื่องของสไตล์ ระบบความคิด ทัศนคติ ความสัมพันธ์ระหว่างทีม ความสามารถ เรื่อยไปจนถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ครับว่าลิเวอร์พูล ที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าทีมดีขึ้นกว่าในยุคของ เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส อย่างเห็นได้ชัดนัก
   
แต่อย่างน้อยก็ดีกว่า คล็อปป์ ไม่เข้าใจอะไรเลย
   
บนความพ่ายแพ้และชัยชนะต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในระยะเวลาห่างกันเพียง 3 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นใน 120 นาทีที่ เวมบลีย์ และ 90 นาทีที่แอนฟิลด์ (ซึ่งลิเวอร์พูล ไม่แพ้ในเวลาสักนัด ตรงนี้สำคัญ) ผมเชื่อว่านายใหญ่ขวัญใจมหาชนได้เห็นอะไรหลายอย่างที่จำเป็นสำหรับการวางรากฐานทีมในอนาคต
   
จะเก็บใครไว้ จะปล่อยใครไป ถึง ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ผมคิดว่าเขามีคำตอบในใจหมดแล้วครับ
   
ดังนั้นถึงบางคำตอบอาจจะทำร้ายความรู้สึกแฟนๆอยู่บ้าง แต่ไม่มีประโยชน์ใดๆที่จะตัดพ้อหรือต่อว่า
   
เมื่อเลือกเขามาก็ขอให้เชื่อใจ ถ้าท้ายที่สุดแล้ว คล็อปป์ จะทำให้ใครผิดหวังก็ขอให้นั่นเป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง
   
อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่ากว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ในการตัดสินใจของเขา น่าจะเป็นที่ถูกใจของเดอะ ค็อปครับ
   
สำหรับช่วงเวลานับจากนี้ไปจนจบฤดูกาล ถึงจะพลาดการคว้าแชมป์แรกไปแบบน่าเจ็บปวด - โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงความทุ่มเทของเหล่านักเตะในชุดแดงเพลิงที่วิ่งไล่บอลราวกับนักรบสปาร์ตัน - ใช่ว่าลิเวอร์พูล จะไม่เหลือสิ่งใดให้คิดถึงอีก
   
“หงส์แดง” ยังมีความหวังกับยูโรป้า ลีก กับอีก 2 นัดที่จะเป็นโอกาสในการล้างตากับ “ผีแดง” ในศึกแดงเดือดครั้งแรกในเกมระดับสโมสรยุโรป
   
รวมถึงกับความหวังในการลุ้นชิงพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งกลายเป็นความหวังที่กลับมาโดยไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่าทีมที่ผลงานกระท่อนกระแท่นเช่นนี้จู่ๆมองเห็นเส้นชัยนี้ได้อย่างไร
   
ทั้งสองอย่างเป็นสิ่งที่พอจะคาดหวังได้ครับ
   
แน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับทีมที่มีความพยายามมากพอ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งผมเชื่อว่าลิเวอร์พูลนั้นมีความพยายามมากพอครับ และสำคัญกว่าคือการที่พวกเขาเริ่มค้นพบ “แนวทาง” การเล่นที่เหมาะสมกับทีมในเวลานี้
   
แนวทางนั้นคือหนึ่งในคีย์เวิร์ดที่คล็อปป์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวล่าสุดครับว่าทีมมีโอกาสจะทำเป้าหมายที่เหลือเชื่อนี้ได้ หากรักษา “ความโกรธ” เอาไว้ได้
   
อ่านแล้วผมก็อดคิดถึงเจ้า Red นกสีแดงจอมอาละวาดในเกม Angry bird เสียไม่ได้...
   
แต่คำว่าโกรธในทีนี้ไม่ได้หมายถึงการเล่นแบบคนพาลไปไล่หวดชาวบ้านเอาดื้อดอกครับ
   
หากแต่หมายถึงการเล่นที่ดุดัน ร้อนแรง และต้องการที่จะเอาชนะให้ได้ เหมือนในเกมกับแมนฯ ซิตี้ ที่บดบี้ขยี้เสียจนสตาร์พันล้านเหล่านั้นต้องยอมสยบอย่างราบคาบ
   
สไตล์เช่นนั้นสอดคล้องกับสไตล์ Gegenpressing ที่ คล็อปป์ เคยสร้างดอร์ทมุนด์ให้ยิ่งใหญ่มาแล้ว และเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ อยากเห็นลูกทีมเล่นให้ได้แบบนี้มาโดยตลอด เพียงแต่บางครั้งการสอนในสนามซ้อมอย่างเดียวอาจไม่พอ เรื่องบางเรื่องต้องปฏิบัติในสนามจริง ซึ่งมันมา “ป๊อก” เอาตรงที่นักเตะอยากเอาคืนให้แฟนๆ เราจึงได้เห็นลิเวอร์พูล ที่ดุดันอีกครั้งหลังจากที่เล่นเป็นหงส์หงอยมานาน 2-3 เดือน
   
ตรงนี้ถ้านักเตะเข้าใจในสิ่งที่คล็อปป์พูด และปฏิบัติตามได้ผมว่าเราน่าจะได้เห็นภาพรางๆของหงส์แดงในฤดูกาลหน้าว่าจะเป็นเช่นไร
   
แน่นอนว่าข้อจำกัดเรื่องความสามารถของผู้เล่นเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญครับ เพราะเห็นได้ชัดว่าปัญหาของทีมในช่วงก่อนหน้านี้คือการที่นักเตะบางรายไม่สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่คล็อปป์ต้องการให้เล่นได้ การกลับมาของนักเตะอย่าง คูตินโญ่ และดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ช่วยปลดล็อกทีมจากพันธนาการเหล่านั้นได้
   
คล็อปป์ เริ่มมองออกแล้วว่า 11 คนแรกที่ดีที่สุดสำหรับเขามีหน้าตาอย่างไร รวมถึงเหล่าออพชั่นเสริมต่างๆว่ามีอะไรให้หยิบใช้บ้างในยามจำเป็น
   
แต่ก่อนจะ “หลง” ไปกับเป้าหมายดังกล่าว สิ่งที่ลิเวอร์พูล พึงสนใจมากกว่าคือเรื่องของตัวเอง
   
เมื่อมองเห็นแล้วว่า “สไตล์” แบบไหนที่ควรเล่น ก็ควรจะเล่นให้ได้แบบนั้นครับ ซึ่งถ้าเล่นเต็มที่เช่นนั้นแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรตรงนั้นค่อยว่ากัน เพราะลิเวอร์พูล ยังไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องของ “ผล” มากขนาดนั้น และยิ่งไม่จำเป็นต้องมองถึงคู่แข่งทีมอื่นให้เสียสมาธิ (ชำเลืองได้บ้างนิดหน่อย)
   
สิ่งสำคัญเวลานี้คือเรื่อง “ตัวตน” ของตัวเองที่ต้องแสดงออกมาให้เห็น
   
ดังนั้นถ้าพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง และ “ความต้องการ” ที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ต่อเนื่องบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมอ่อนหัดอย่างมากตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นช่วงของ เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส หรือคล็อปป์ก็ตาม
   
ผมว่าเท่านั้นน่าพอใจแล้วครับ
   
ชนะบ้าง เสมอบ้าง แพ้ให้น้อยลง เล่นให้เร้าใจ จะเป็น Angry bird ได้ก็ยิ่งดี
   
นี่คือช่วงสำคัญที่สุด ไม่ใช่เฉพาะสำหรับฤดูกาลนี้ แต่หมายถึงอนาคตของทีมในอีกหลายปีข้างหน้าครับ เพียงแต่ก่อนจะคิดไปไกลถึงเพียงนั้น

ห้ามแพ้ที่เซลเฮิร์สท์ ปาร์ค เด็ดขาด!
Football Correspondent : )

 

sbobet