ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: คืนยุโรปที่สมบูรณ์แบบ (11/3/2016)  (อ่าน 2043 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!




เป็นเรื่องยากที่จะไม่เห็นด้วยกับคำพูดของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่กล่าวหลังจบเกมว่าชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด - ซึ่งเป็นชัยชนะของลิเวอร์พูลใน “สงครามสีแดง” ครั้งแรกในรอบ 5 นัด - ในศึกยูโรป้า ลีก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีทีผ่านมาเป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ
   
หากไม่ใช่ก็นับว่าใกล้เคียงมาก
   
ชัยชนะที่ดูคล้ายง่ายดายจาก 2 ประตูของ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และโรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ บวกกับการไม่เสียประตูในเกมที่แอนฟิลด์ทำให้ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่จะก้าวสู่รอบต่อไปเพราะเงื่อนไขสำหรับ ยูไนเต็ด ที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาคือการเอาชนะให้ได้ด้วยผลต่างมากกว่า 3 ประตูในเกมที่โอลด์​ แทรฟฟอร์ด
   
ประเมินจากสายตาและเอาหัวใจมาชั่งความรู้สึกแล้ว เป็นงานที่ดูยากเกินไปสำหรับทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ในสถานการณ์ปัจจุบัน
   
แม้จะไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้เลยก็ตามที
   
เหตุผลเพราะ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้เข้าใกล้กับการเป็น “ทีมของคล็อปป์” เข้าไปทุกขณะ เป็น Gegenpressing ในฉบับหงส์แดงที่แตกต่างในประสิทธิภาพและรายละเอียดกับกลยุทธ์ที่ลือลั่นเมื่อครั้งอยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แต่ให้ประสิทธิผลที่ใกล้เคียงกัน
   
กล่าวได้ว่าเกมนี้ คล็อปป์ เอาชนะแท็คติกส์ของปราชญ์ลูกหนังชาวดัตช์ได้อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
   
ในการพบกัน 4 ครั้งก่อนหน้า - ซึ่งรวมถึงในช่วงหลังเข้าสู่ปีใหม่ที่เป็นเกม Red War ครั้งแรกของคล็อปป์ - ลิเวอร์พูล ตกเป็นเบี้ยล่างในการวางหมากกระดานของฟาน กัล ที่เอาชนะในเชิงแท็คติกส์ได้ทุกครั้ง ไม่ว่าในช่วงเวลานั้นฟอร์มของลิเวอร์พูล และยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไรก็ตาม
   
แต่ในการพบกันครั้งนี้ ลิเวอร์พูล ทำได้ดีในรายละเอียดทุกจุด ตั้งแต่เกมรับยันเกมรุก ซึ่งแม้อาจจะมีบางช่วงเวลาที่น่าอึดอัด แต่มีน้อยครั้งเกินกว่าจะจดจำได้ว่ายูไนเต็ด นั้นทำให้หัวใจของเหล่าเดอะ ค็อป เต้นระรัวด้วยความสั่นกลัวกี่ครั้ง
   
การเล่นผิดพลาดเล็กน้อยมีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะกับ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ และมามาดู ซาโก้ ซึ่งดูมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงแรก แต่นับจากได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ สเตอร์ริดจ์ ทั้งสองเล่นได้ดีขึ้นตามลำดับ และดีเกินกว่าจะหาข้อตำหนิได้
   
เรื่องนี้ตรงกันข้ามกับยูไนเต็ด ที่รอดตัวหลายต่อหลายครั้งจากการโดนถล่มด้วยสองมือของ ดาวิด เด เฮีย ที่รับบท “ผู้พิทักษ์” อยู่คนเดียวในสนาม
   
ฟาน กัล เองได้แสดงให้เห็นถึงความเก๋าในการแก้เกม การส่ง ไมเคิล คาร์ริค ลงมาแทนเจ้าหนู มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เล่นไม่ออกอีกครั้งทำให้เกมของ ยูไนเต็ด ที่ไม่มีทรงเลยในช่วงครึ่งแรกกลายเป็นทีมที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าอยู่พักใหญ่
   
มันเป็นระยะเวลาราว 15-20 นาทีที่ เดอะ ค็อป อาจจะหายใจไม่สะดวกนัก โดยเฉพาะเมื่อบอลอยู่ที่เท้าของ อองโตนี มาร์กซิญาล, ฮวน มาตา และเมมฟิส เดปาย ผู้ทำพลาดเสียจุดโทษที่ลิเวอร์พูลได้มาค่อนข้างง่ายจากการตัดสินของ คาร์ลอส เวลาสโก้ คาร์บาโญ่ ที่พยายามเบรกความร้อนของเกมด้วยใบเหลืองซึ่งดูไม่ดีนัก
   
อย่างไรก็ดี คล็อปป์ เองก็แสดงให้เห็นว่าเขาดีพอที่จะแก้ลำให้ทีมกลับมาได้ โดยเฉพาะในยามที่ขุมกำลังเริ่มกลับมาพร้อมหน้าให้เขาเลือกปรับใช้อย่างเหมาะสม
   
โจ อัลเลน ไพ่ใบแรกถูกส่งลงไปแทน ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และทำให้เกมที่เสียสมดุลไปของลิเวอร์พูลกลับมาเล่นได้อย่างตัวอีกครั้ง
   
เฟียร์มิโน่ เป็นผู้นำในแนวรุกร่วมกับ คูตินโญ่ และ อดัม ลัลลานา 3 ประสานที่เวลานี้ชัดเจนแล้วว่าคือ 3 ตัวเลือกในแผงแนวรุกที่จะเป็นตัวจริงของทีมจากนี้ไปจนจบฤดูกาล เนื่องจากทั้ง 3 มีความเข้าใจในการเล่นตามกลยุทธ์ของคล็อปป์ สามารถไล่บี้กดดันคู่แข่งตั้งแต่ในแดนคู่ต่อสู้เอง
   
ประตูที่ 2 ของเฟียร์มิโน่ ก็ได้จากความขยันของ ลัลลานา ที่ไม่หยุดเพรสซิ่งจนสบโอกาสที่ ไมเคิล คาร์ริค พักบอลพลาด ทำให้สามารถส่งให้สตาร์ชาวบราซิล ทำประตูที่ 9 ในฤดูกาลนี้และเป็นประตูแรกในยูโรป้า ลีก ของเขากับลิเวอร์พูล
   
ก่อนที่ คล็อปป์ จะทำลายจังหวะของยูไนเต็ดอีกครั้งโดยให้ ดิวอค โอริกิ ใช้ความใหญ่ ความเร็ว ไปค้ำแนวรับของยูไนเต็ดที่ค่อนข้างช้า โดยเฉพาะ ไมเคิล คาร์ริค จนทำให้ไม่สามารถตั้งเกมออกบอลได้ง่าย สุดท้ายเกมของยูไนเต็ดจึงตายไปในที่สุด
   
ลิเวอร์พูล จึงเป็นผู้ชนะที่สมบูรณ์ในเชิงของแท็คติกส์ และผลงานของผู้เล่นที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะกลุ่มจอมขยันอย่าง เฟียร์มิโน่, ลัลลานา, นาธาเนียล ไคลน์, เอ็มเร่ ชาน รวมถึง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
   
เหนืออื่นใดคือ “บรรยากาศ” ในแอนฟิลด์ ที่กลับมาคึกคักสมกับการเป็น European night ที่เคยเกรียงไกรในอดีตอีกครั้ง ที่แม้แต่คล็อปป์ เองยัง​ “ขนลุก” ไปกับสิ่งที่ได้ประสบในวันนี้
   
ทั้งนี้แม้จะยังเร็วไปมากหากจะบอกว่าลิเวอร์พูล จะกลับไปยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตได้ในอนาคตอันใกล้ ความจริงยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าพวกเขาจะผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วยซ้ำ แม้จากฟอร์มที่ได้เห็น บวกกับสถานการณ์ภายในโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่ประสบปัญหาทั้งวิกฤติผู้เล่นบาดเจ็บ และวิกฤติศรัทธา (ซึ่งหนักหนากว่า)
   
แต่อย่างน้อยที่สุดมันแสดงให้เห็นถึง “พัฒนาการ” ของลิเวอร์พูล ที่ดีขึ้นตามลำดับ และมีแนวโน้มว่าจะดียิ่งกว่านี้ได้อีกนับจากนี้ไปจนจบฤดูกาล
   
คล็อปป์ รู้ 11 คนแรกของเขาแล้ว และลูกทีมนอกจากจะเข้าใจในระบบการเล่นและสไตล์มากขึ้น ยังมีแรงกระตุ้นจากการแข่งขันภายในทีมที่ค่อยๆทำให้นักเตะที่คล้ายจะหมดประโยชน์ในทีมมีแรงผลักดันจะชิงตำแหน่งกลับมา
   
ประกายแสงที่เคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว เวลานี้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

มันสดใสและสุกสกาวพอสมควรครับ :)
Football Correspondent : )

 

sbobet