ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: ก้าวเดินที่สวนทาง (18/3/2016)  (อ่าน 1068 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: ก้าวเดินที่สวนทาง (18/3/2016)
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2016, 01:20:11 PM »




ผมเชื่อว่าสำหรับคูตินโญ่ เกมเมื่อคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และประตูมหัศจรรย์ลูกนั้นจะเป็นที่ตราตรึงไปตลอดชีวิต
   
ประตูที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ กล่าวชื่นชมหลังจบเกมว่าเป็น “Genius moment” หรือ “ช่วงเวลาของอัจฉริยะ” ซึ่งมีเพียงนักเตะระดับเขาเท่านั้นที่ทำได้ กับการลากหลบคู่ต่อสู้ตัดเข้าในเขตโทษอย่างง่ายดายราวฉีกกระดาษ ก่อนจะชำเลืองหลอกนายทวารระดับโลกอย่าง ดาวิด เด เฮีย ด้วยสายตา แล้วหลอกกระดกบอลนิ้มๆเข้าเสาแรกไปอย่างชนิดที่ไม่มีใครอยากเชื่อสายตา
   
แต่สำหรับ คูตินโญ่ มันมาจากความเชื่อมั่นในตัวเอง และทำให้ปนิธาณที่ตั้งไว้สำเร็จได้อย่างงดงาม
   
“มันจะมีความหมายมากสำหรับผม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเกือบจะทำได้แต่สุดท้ายก็พลาดไป” คือคำพูดก่อนหน้าลงสนามของนักมายากลชาวบราซิล ถึงเรื่องของการทำประตูเหนือคู่แข่งตลอดกาลให้ได้สักที หลังจากที่ย้ายมาจากอินเตอร์ มิลาน เมื่อ 3 ปีก่อน
   
ระยะเวลานานมากพอแต่คุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างมาก
   
เพราะด้วยประตูนี้ ทำให้ลิเวอร์พูล พลิกสถานการณ์จากความสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยูไนเต็ด ซึ่งเล่นกันได้ดีพอสมควรในช่วงครึ่งเวลาแรกและมีโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่จะทำประตูเพิ่มหลังจาก อองโตนี มาร์กซิญาล สังหารจุดโทษเข้าไปก่อนในนาทีที่ 35 กลายเป็นเกือบจะเข้ารอบในทันที เพราะเงื่อนไขเปลี่ยนเป็นการที่ยูไนเต็ด ต้องยิงเพิ่มอีกถึง 3 ลูกในช่วงเวลาที่เหลืออีก 45 นาที
   
มันยากเกินไปสำหรับทีมของ หลุยส์ ฟาน ฮาล ที่ไม่ได้มีแรงบันดาลใจมากพอขนาดนั้น
   
ในทางตรงกันข้ามสำหรับ ลิเวอร์พูล นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นว่าทีมชุดนี้มีแรงบันดาลใจที่แรงกล้ามากพอ โดยเฉพาะ 2 สตาร์บราซิลเลียนทั้ง คูตินโญ่ และเฟียร์มิโน่ ที่พิสูจน์อย่างต่อเนื่องว่าพวกเขาเป็นนักเตะที่ชื่นชอบการเล่นในเกมใหญ่
   
สำหรับทีมฟุตบอลทีมหนึ่ง การที่มีนักเตะที่พร้อมสร้างความแตกต่างได้อยู่ในทีมอย่างน้อย 2 คน ถือเป็น “กำไร” แล้วครับ
   
แต่จะดีกว่านี้ทั้งสองทำผลงานในมาตรฐานนี้ได้เป็นเรื่องปกติ เช่นกันกับจะดีกว่านี้มากหากคนอื่นในทีมช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ได้ด้วย
   
เรื่องความขยัน มานะ ทุ่มเท ไม่มีอะไรต้องสงสัยในลูกทีมของคล็อปป์ครับ เกมนี้แม้พวกเขาจะไม่ได้เล่นแบบไฮออคเทนเหมือนหลายนัดที่ผ่านมา - อันเป็นผลจากความยอดเยี่ยมของแมนฯ​ ยูไนเต็ด ซึ่งเล่นกันได้ดีขึ้นจากนัดที่แล้ว และใกล้เคียงกับฟอร์มที่ทำให้พวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลได้สบายๆในหลายนัดก่อนหน้า - แต่ทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ ก็ทำได้ดีในหลายจุด
   
ลิเวอร์พูล เอาตัวรอดได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะจากการคุกคามของ มาร์กซิญาล เพชรเม็ดเดียวที่ส่องประกายแสงในทีมของยูไนเต็ด ทำให้ทีมยังไม่แพ้ใครใน 90 นาที มาตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ ที่พ่ายเลสเตอร์ 2-0
   
เกมรับอาจมีความสับสนบ้าง โดยเฉพาะเมื่อถูกจู่โจมในจุดอ่อนเรื่องลูกกลางอากาศ แต่อื่นๆถือว่าทุกคนทำหน้าที่ได้ดีตามความรับผิดชอบของตัวเอง โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ มามาดู ซาโก้ และเดยัน ลอฟเรน ที่แข็งแกร่งและลงตัวมากในช่วงเวลานี้
   
ซาโก้ อาจดูเงอะงะอยู่บ้างยามบอลอยู่กับเท้า และสุ่มเสี่ยงที่จะทำเสียเรื่อง แต่ในการอ่านเกม และการเข้าสกัดบอลนั้นยอดเยี่ยม เรียกว่าเกมนี้น่าจะเป็นหนึ่งในวันที่ดีที่สุดของเขาในสีเสื้อลิเวอร์พูล และเป็นคำตอบว่าเหตุใด คล็อปป์ จึงวางใจใช้งานกองหลังที่ดูพร้อมสร้างความผิดพลาดได้ตลอดเวลาเช่นเขา
   
ขณะที่ ลอฟเรน ก็กลับมาเป็นกองหลังที่นิ่ง แน่นอน และประคองทีมได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งตามสายตานักวิจารณ์เมืองฝรั่งเขาเชื่อว่าลอฟเรน เวลานี้คือ No.1 ในตำแหน่งนี้เหนือกว่า ซาโก้ หรือมาร์ติน สเคอร์เทล ด้วยซ้ำไป เพียงแต่ถ้าถามความรู้สึกผมแล้ว เวลานี้นายใหญ่ในเกมรับเจ้าอสูรเมืองน้ำหอมดูดีกว่านิดๆครับ
   
อย่างไรก็ดีหากทั้งคู่ต้องไปเจอกับแนวรุกที่อันตรายในระดับท็อปของยุโรปจริงๆจะเอาอยู่หรือไม่ - ผมยังไม่แน่ใจนักครับ
   
หากตอบตามความจริง ผมยังไม่คิดว่าลิเวอร์พูล พร้อมในเกมระดับนั้นด้วยซ้ำไปครับ
   
คล็อปป์ ยังมีการบ้านอีกมากมายให้ลูกทีมศึกษา เรียนรู้ และปฏิบัติตาม เช่น การประสานงาน ความละเอียดละออในการเล่น รวมถึงความเฉียบขาด
   
แต่อย่างน้อยที่สุด การผ่านด่านแมนฯ ยูไนเต็ด ในครั้งนี้ได้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของทีมที่ครั้งหนึ่งเคยแตกร้าวจนแทบไม่เหลือชิ้นดี เวลานี้นายใหญ่ชาวเยอรมันสามารถปะติดจนเริ่มกลับมาเป็นรูปเป็นร่าง เหลือแค่ปะต่อให้ดูสวยงามเหมือนเดิม
   
และน่าจะสวยงามกว่าเดิมเมื่อถึงฤดูกาลหน้า
   
ตรงข้ามกับยูไนเต็ด ที่น่าเห็นใจกับสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งความหวัง ไม่มีทิศทาง และเฝ้ารอวันเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ภาพการเดินออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด ของเหล่า​ “เรด อาร์มี่” จำนวนมาก รวมถึงประกายในนัยน์ตาที่หายไปของแฟนบอลที่อดทนอยู่ในสนามเผื่อทีมจะมอบอะไรให้พวกเขามาบ้างซึ่งก็ไม่มี เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวด
   
ลิเวอร์พูล เคยผ่านสถานการณ์เช่นนั้นมาก่อนครับ และพวกเขารู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะผ่านมันไป
   
แต่เมื่อผ่านมาได้ พวกเขาจะไม่มีวันมองย้อนกลับไปอีกแล้วครับ

Talking points
- ข่าวการเตรียมต่อสัญญาใหม่ของ จอน ฟลานาแกน ถือเป็นข่าวดีที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมอย่างมากครับ แน่นอนด้วยความที่ "ฟลานโน่" เป็นเด็กท้องถิ่นทำให้ไม่มีใครอยากเห็นเด็กของเราต้องย้ายออกไปทั้งที่ยังมองเห็นอนาคตอยู่แบบนี้ครับ การได้สัญญาใหม่ครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจาก "ความสามารถ" ล้วนๆครับเพราะนับตั้งแต่หายกลับมา ยังพิสูจน์ตัวเองไม่มากพอว่าจะยืนระยะไหว เรียกว่าสัญญาครั้งนี้เป็น "สัญญาใจ" ก็ว่าได้ครับ แต่ก็หวังว่าหลังจากนี้อีก 1-2 ปี สายเลือดสเกาเซอร์แท้คนนี้จะทำให้แฟนบอลยิ้มได้ และทำให้คล็อปป์ ภูมิใจที่ให้โอกาสกับเด็กคนนี้อีกครั้งครับ

- กรณีที่แฟนยูไนเต็ดร้องเพลงล้อเลียนเหตุการณ์ที่ฮิลส์โบโร่ห์ รวมถึงการติดแบนเนอร์บนทางหลวง และการตีกันในสนามและนอกสนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เรื่องนี้ยูฟ่าและเอฟเอ ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนครับ จะปล่อยให้ผ่านเลยเหมือนแมตช์ก่อนหน้าไม่ได้ คนผิดต้องโดนลงโทษไม่ว่าจะเป็นแฟนทีมใดก็ตาม
Football Correspondent : )

 

sbobet