ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: วันของคล็อปป์ (8/4/2016)  (อ่าน 666 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: วันของคล็อปป์ (8/4/2016)
« เมื่อ: เมษายน 08, 2016, 05:31:44 PM »




อยากให้โลกฟุตบอลสวยงามเหมือนวันที่เวสต์ฟาเลนสตาดิโอนตลอดไป
   
ความรู้สึกข้างต้นนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปคนเดียวหรือเปล่า แต่เชื่อว่าหลายคนน่าจะคิดเหมือนกันครับว่าเกมยูโรป้า ลีก ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ลิเวอร์พูล นั้นเป็นเกมฟุตบอลที่งดงามสมดังที่เราขนานนามว่า The Beautiful Game จริงๆ
   
ความงดงามนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องในสนามที่เป็นการต่อสู้อย่างเต็มที่ของนักฟุตบอลทั้งสองทีม เช่นกันกับคนข้างสนามอย่างโค้ชที่ห้ำหั่นกันทางความคิดเท่านั้น
   
แต่ยังรวมถึงบรรยากาศของการเชียร์ที่เปี่ยมด้วยไมตรีและน้ำใจนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งเจ้าบ้านหรือทีมเยือนเองก็ตาม
   
ที่ผ่านมาผมเคยเขียนหลายครั้งครับว่าทั้งสองทีมมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก ไม่ใช่เพียงแค่การใช้บทเพลง You’ll Never Walk Alone เป็นเพลงประจำทีมเหมือนกัน แต่กองเชียร์ยังมีบุคลิกที่คล้ายกัน คือเป็นกองเชียร์ที่รักทีมจากใจจริงโดยปราศจากเงื่อนไข ซึ่งความจริงเพียงเหตุลผนี้ก็มากพอที่จะทำให้บรรยากาศการเชียร์เป็นไปอย่างอบอุ่นแล้ว
   
แต่คนที่ทำให้ทุกอย่างพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกคือชายที่ชื่อ เยอร์เก้น คล็อปป์
   
คล็อปป์ เป็นศูนย์กลางของการพบกันระหว่าง ดอร์ทมุนด์ และลิเวอร์พูล ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ครับ กับช่วงระยะเวลา 7 ปีที่แสนดีในทีมเสือเหลือง มันยากเกินกว่าที่จะทำให้กองเชียร์และทุกคนที่เวสต์ฟาเลนลืมเขาได้ในระยะเวลาอันสั้น
   
ภาพการแปรอักษรคำว่า Danke Klopp ในวันล่ำลากัน ภาพของชายที่ยืนปาดน้ำตาใต้หมวกแก็ป และภาพของวันเวลาแห่งความสุข ความทรงจำเหล่านั้นผุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อชายผู้เป็นที่รักคนนี้กลับมาที่เมืองนี้อีกครั้ง ซึ่งเป็นการกลับมาที่เร็วราวกับมีใครสักคนบนฟ้าที่อยากให้เป็นเช่นนั้น
   
ความจริงอาจไม่ใช่เฉพาะคนบนฟ้า แต่ทุกคนในทีมดอร์ทมุนด์ก็อยากให้เขากลับมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะในฐานะใดก็ตาม
   
ป้ายบอกทางห้องแต่งตัวทีมเยือนที่ดอร์ทมุนด์ทำให้เป็นกรณีพิเศษเพื่หยอกล้อเจ้านายเก่านั้นสะท้อนเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
   
เช่นกันกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาว “กำแพงเหลือง”
   
แต่ คล็อปป์ ในวันนี้เขามาในฐานะใหม่ กับการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล - ทีมที่เขาตั้งใจจะสร้างขึ้นใหม่ในแนวทางเดียวกับที่เคยพลิกชะตาดอร์ทมุนด์ให้กลับมาเป็นทีมระดับท็อปของประเทศอีกครั้ง และนั่นหมายถึงเขาจะไม่มีวันยอมอ่อนข้อให้ทีมเก่าแม้แต่น้อย
   
การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การกลับมาเที่ยวบ้านเก่าเล่นๆ
   
ความตั้งใจจริงของ คล็อปป์ สัมผัสได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ก่อนคุมทีมลงสนามครับ กับความหงุดหงิดที่ถูกสถานีโทรทัศน์ Sport1 ตั้งกล้องจับตาเขาในทุกอิริยาบถตลอด 90 นาที เพราะเขาต้องการให้ทุกคนสนใจเพียงแค่การทำหน้าที่ในสนามเท่านั้น
   
โชคดีของเขาที่ลูกทีมลิเวอร์พูล เข้าใจในสิ่งที่สื่อและทำได้ตามที่มอบหมายทุกอย่าง
   
ประเมินศักยภาพของผู้เล่นแล้ว นักเตะ “หงส์แดง” เป็นรอง “เสือเหลือง” แทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษะ ความสามารถ ความเข้าใจเกม ทีมเวิร์ค หรือฟอร์มการเล่นที่เทียบกันไม่ได้กับทีมที่กลับมาเล่นได้พีคอีกครั้งภายใต้การนำของ โทมัส ทูเคิล กุนซือคนหนุ่มที่เดินตามรอยคล็อปป์
   
แต่ด้วยกลหมากที่คล็อปป์วางไว้ บวกกับสปิริตและความตั้งใจของลูกทีมทำให้เกมที่ควรจะเป็นรองมาก ก็กลับมาไม่เป็นรองนัก
   
หากไม่เป็นการเข้าข้างมากเกินไป ลิเวอร์พูล ดูจะเป็นทีมที่สมควรเก็บชัยชนะได้มากกว่าด้วยซ้ำ
   
ในเกมรับ นอกจากความผิดพลาดร้ายแรงครั้งเดียวในการกำหนดคนประกบในกรอบเขตโทษในจังหวะลูกเตะมุม ที่คล็อปป์ ออกมายอมรับหลังจบเกมว่าตัดสินใจผิดที่ใช้ อดัม ลัลลานา อยู่ในพื้นที่นั้นแทนที่จะเป็น ดิวอค โอริกิ
   
ที่เหลือไลน์แบ็กโฟร์ นาธาเนียล ไคลน์, เดยัน ลอฟเรน, มามาดู ซาโก้, อัลแบร์โต้ โมเรโน่ รวมถึง ซิมง มิโญเลต์ ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประทับใจ ไม่เปิดโอกาสให้ดาวยิงที่ร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งในปีนี้อย่าง ปิแอร์ เอเมริค-โอบาเมยอง เล่นตามเกมที่ถนัดได้
   
เช่นกันกับในแดนกลาง เอ็มเร่ ชาน โดดเด่นในการยืนหยัดสู้กับพลังร้อนแรงในแนวรุกดอร์ทมุนด์ ทำให้ มาร์โก รอยส์ และเฮนริค มคิตารยาน แผลงฤทธิ์เดชไม่ออกในเกมนี้
   
เมื่อปิดเกมของ 3 คนนี้ได้ ความอันตรายของดอร์ทมุนด์ก็หายไปเยอะ
   
แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่าสำหรับลิเวอร์พูล คือการที่ได้เห็นทีมใหม่ของคล็อปป์ เล่น Gegenpressing ได้ดีกว่าทีมเก่าที่เขาปั้นมาด้วยซ้ำไป
   
การเลือกใช้ โอริกิ ไม่ใช่เพราะต้องการดัดนิสัยและกระตุ้น ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ฟอร์มดร็อปลงอย่างชัดเจนเท่านั้น แต่เป็นเพราะรูปร่างที่สูงใหญ่ ความเร็ว และทักษะการครองบอลของเขา สามารถ​ “กด” ไม่ให้ มัตส์​ ฮุมเมิลส์ ขยับขึ้นมาช่วยทำเกมจากแดนหลังได้สะดวก
   
ส่วนประตูที่ทำได้ในครึ่งแรกถือเป็น “โบนัส” ที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง
   
ดังนั้นแม้จะจบลงด้วยผลเสมอกลับมา - ซึ่งมองแง่หนึ่งก็ถือว่าดีสำหรับทั้งสองทีมในวันดีๆเช่นนี้ - แต่สำหรับ คล็อปป์ นี่เป็นชัยชนะเล็กๆที่มีความหมาย
   
อย่างน้อยมันเป็นการตอบคำถามหลายอย่างที่สำคัญ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของการทำงาน
   
Midas touch ของเขายังอยู่ ฟุตบอลของเขายังใช้ได้ และนักเตะในทีมชุดนี้ไม่ได้แย่อย่างที่เคยกังวล
   
ดอร์ทมุนด์ อาจเป็นบ้านที่เขารักและผูกพันมากที่สุดไม่ว่าจะในวันนี้หรือวันวาน
   
แต่สำหรับ คล็อปป์ - วันนี้เป็นวันที่เขาได้ยืนยันต่อทุกคนและตนเองว่า เขากำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้ากับทีมใหม่ที่ชื่อลิเวอร์พูลครับ

Talking point
- อาการบาดเจ็บของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น่าเห็นใจมากครับ เกมนี้เฮนโด้อาจจะเล่นได้ไม่ดีนัก แต่ในช่วงที่ผ่านมาเขาเริ่มแสดงให้เห็นว่ากำลังเรียกฟอร์มกลับมาได้อย่างช้าๆ การบาดเจ็บที่เข่าครั้งนี้ถ้าผลสแกนออกมาปรากฏว่ารุนแรง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่โชคร้ายมาก เพราะอาจจะพลาดการเล่นในฤดูกาลนี้ที่เหลือ รวมถึงอาจจะพลาดโอกาสไปยูโร 2016 ด้วย อย่างไรให้กำลังใจเฮนโด้เยอะๆนะครับ
- ซิมง มิโญเลต์ และอัลแบร์โต้ โมเรโน่ เป็นอีก 2 คนที่เริ่มทำผลงานได้ดีขึ้นและนิ่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก 2 เดือนที่เหลือจากนี้จะเป็นจุดตัดสินครับว่า คล็อปป์ จะต้องหาซื้อคนใหม่เข้ามาเสริมตามความตั้งใจเดิมหรือไม่?
- โทมัส ทูเคิล เป็นคนที่สื่อในเยอรมันเชื่อว่าเก่งกว่าคล็อปป์ครับ แต่เกมเมื่อคืนได้เห็น "บารมี" แล้วว่ายังห่างกันอยู่พอสมควร
- ฟอร์มของลิเวอร์พูล เมื่อคืนนี้เป็นฟอร์มการเล่นเกมยุโรปที่ดีที่สุดในรอบหลายปี เรียกว่านับตั้งแต่ยุคของ ราฟา เบนิเตซเลยทีเดียว :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 08, 2016, 05:34:37 PM โดย ลูกแม่กิ่ง »
Football Correspondent : )

 

sbobet