ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: When you believe (15/4/2016)  (อ่าน 1980 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: When you believe (15/4/2016)
« เมื่อ: เมษายน 15, 2016, 01:49:02 PM »





เมื่อคืนเป็นอีกครั้งนะครับที่เราได้เห็น “ปาฏิหารย์” กลับมาอีกครั้งในแอนฟิลด์กันเต็มสองตา และหนึ่งหัวใจ
   
เดอะ ค็อป ไม่ได้เห็นหน้าตาของปาฏิหารย์แบบชัดๆแบบนี้มานานพอสมควรครับ โดยเฉพาะใน “คืนยุโรป” (European night) คืนที่นักเตะในชุดแดงเพลิงจะลงสนามเพื่อประมือกับเหล่ายอดทีมร่วมทวีปเช่นนี้
   
มันทำให้เราคิดถึง โอลิมเปียกอส ในปี 2004, อิสตันบูล กับเอซี มิลานในปี 2005 หรืออาจจะย้อนไปไกลกว่านั้นกับ เดปอร์ติโบ อลาเบส ในปี 2001 ที่เวสต์ฟาเลน
   
และล่าสุดเมื่อคืนนี้ในเกมที่แอนฟิลด์ กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในค่ำคืนที่ทีมฟุตบอลสองทีมที่คล้ายกันดังแฝดคนละฝา ร้องเพลงประจำสโมสรเดียวกัน และมี “นายใหญ่”​ คนเดียวกัน
   
ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรที่เกิดมาเพื่อเรื่องราวที่โรแมนติกเช่นนี้ครับ
   
ความงดงามจากเกมที่เวสต์ฟาเลนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นเกมที่ได้รับการชมเชยว่าเป็นหนึ่งในเกมที่สะท้อนคำว่า The Beautiful Game ได้ดีที่สุดนั้น ต้องยอมรับว่าไม่อาจเทียบได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ครับ
   
บรรยากาศของมิตรภาพที่สานต่อจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว งดงามยิ่งขึ้นเมื่อเหล่ากองเชียร์ของทั้งสองสโมสรร่วมรำลึกถึงแฟนบอลทั้ง 96 คนที่เดินทางไปเชียร์ทีมรักที่ฮิลส์โบโรห์ แต่ไม่ได้เดินทางกลับบ้านมาพบกับครอบครัวอีกครั้งเมื่อ 27 ปีก่อน
   
เสียงเพลง You’ll Never Walk Alone ที่ทั้งกองเชียร์ในชุดเหลืองและชุดแดงร้องประสานกัน คือความงดงามของเกมฟุตบอล และความงดงามของความเป็นมนุษย์ปุถุชน
   
สำหรับครอบครัวของ 96 ผู้วายชนม์ ในปีที่พวกเขาตั้งใจจะจัดพิธีรำลึกเป็นครั้งสุดท้าย บทเพลง YNWA ที่ขับขานเมื่อวานนี้คือบทเพลงส่งวิญญาณที่ไพเราะที่สุดแล้วครับ
   
มันคือเครื่องตอกย้ำว่าเราจะไม่มีวันลืมพวกเขา
   
ตลอดไป

   
แต่ขณะเดียวกันสำหรับ เดอะ ค็อป - 90 นาทีที่เพิ่งผ่านไปนั้น คือเกมที่ไม่อาจลืมเลือนได้เช่นกันครับ
   
อย่างที่บอกครับว่ามันเป็นเกมที่พิเศษ เป็นเกมที่เราได้กลับมาเห็นหน้าค่าตาของคำว่า “ปาฏิหารย์” อีกครั้ง
   
แต่เรื่องราวนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากปราศจาก “ความเชื่อ”
   
กับเกมที่ความได้เปรียบเล็กๆที่เป็นดังกล่องของขวัญจากเวสต์ฟาเลนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลับกลายเป็นกล่องที่ว่างเปล่าภายในเวลาแค่ 4 นาที เมื่อความผิดพลาดในการจ่ายบอลของ คูตินโญ่ นำไปสู่การได้ประตูที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการอย่างรวดเร็ว
   
ทุกอย่างเลวร้ายกว่านั้นเมื่อ มาร์โก รอยส์ แทงบอลพรวดเดียวให้ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง ทะลุเข้าเขตโทษแล้วยิงเข้าแสกหน้าผ่านมือของ ซิมง มิโญเลต์ เข้าไปอย่างง่ายดาย
   
ในสถานการณ์เช่นนั้น หลายคนคงคิดว่า “จบ” แล้วครับสำหรับลิเวอร์พูล เพราะ “ระดับ” ที่แตกต่างระหว่างทั้งสองทีมได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
   
มันเป็นเรื่องง่ายมากที่นักเตะหงส์แดงจะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน หากพวกเขาจะท้อ เราก็พอเข้าใจได้
   
แต่สิ่งที่นักเตะในชุดแดงเพลิงทำคือสิ่งที่ตรงข้ามครับ พวกเขาพยายาม “สู้”​ เพื่อที่จะกลับสู่เกมให้ได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของ “ความเชื่อ” ว่าพวกเขาสู้ได้แน่ ทำได้แน่ ยังพอมีเวลา
   
การตอบโต้เช่นนี้เป็นสิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ เองก็อาจจะคาดไม่ถึงครับ และทำให้รูปเกมของลิเวอร์พูลค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ โดยแม้จะพลาดโอกาสที่จะทวงคืนหลายครั้ง และเกือบจะโดนเล่นงานซ้ำอีกหลายหน ก็ไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อของพวกเขาไป
   
นักเตะชุดแดงยังคงวิ่ง พยายาม สู้ ปะทะ ทำทุกอย่างเพื่อที่จะกลับมาสู่เกมให้ได้
   
พวกเขาทำไม่ได้ครับในช่วงครึ่งเวลาแรก แต่ด้วยรูปเกมที่พอมองเห็น “โอกาส” เพราะแนวรับของ ดอร์ทมุนด์ ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก จุดเปราะที่จู่โจมได้ยังพอมีให้เห็นโดยตลอด โดยเฉพาะการครอสบอลจากริมเส้นที่สร้างความปั่นป่วนได้ไม่น้อย ทำให้คล็อปป์ ยังมั่นใจในลูกทีมว่าน่าจะกลับมาได้
   
ความมั่นใจนั้นได้ผลตอบแทนกลับมาในเวลาแค่ 3 นาทีหลังลงสนาม เมื่อ เอ็มเร่ ชาน แทงบอลต่อให้ ดิวอค โอริกิ หลุดทะลุเข้าเขตโทษและหัวหอกชาวเบลเยี่ยมไม่พลาด เป็นการเติมเชื้อพลังของ “ความเชื่อ” ด้วย “ความหวัง”
   
แต่ในขณะที่ความหวังกำลังทำหน้าที่ของมัน - ดอร์ทมุนด์ เองก็ดีพอที่จะทำลายมันลงในเวลาไม่นานกับประตูของ มาร์โก รอยส์
   
ในสถานการณ์แบบนี้ กับภารกิจ 3 ประตูใน 30 นาที อย่าว่าแต่ทีมอื่นเลยครับ หากเป็นลิเวอร์พูลในช่วงก่อนหน้านี้เองก็พร้อมจะ “ยุบ” และโดน “ทุบ” ให้แตกสลายได้ง่ายๆ
   
แต่ไม่ใช่กับทีมของคล็อปป์ในคืนนี้
   
ลิเวอร์พูลยังสู้ต่อ ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญมากครับเพราะนั่นคือต้นธารที่นำไปสู่ปาฏิหารย์ที่ปลายทาง
   
คล็อปป์ ปรับกลยุทธ์ส่ง ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และโจ อัลเลน ลงมาแทนอดัม ลัลลานา และโรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ที่เล่นได้ไม่ดีพอทั้งคู่ออก เปลี่ยนมาใช้ระบบ 4-4-2 แบบ “ไดมอนด์” ซึ่งดูคล้ายเป็นการ “เดิมพัน” ที่มีราคาสูงมาก เพราะหากพลาดแค่นิดเดียว ทีมมีโอกาสพังได้ทันที
   
แต่มันไม่ใช่การเดิมพันที่ขาดสติ มันคือเรื่องของ “ศาสตร์” ฟุตบอล มันคือการแก้เกมที่มีเป้าหมายเพื่อจะกลับมาสู่เกมให้ได้ มันคือการแก้ปัญหาของทีมและสร้างปัญหาให้คู่ต่อสู้
   
การแก้เกมของ คล็อปป์ ทำให้ลิเวอร์พูลดีขึ้นตามลำดับ ทีมสามารถกดดันดอร์ทมุนด์ได้ดีขึ้นตามลำดับครับ แต่ประตูสำคัญที่จุดประกายทุกสิ่งคือลูกยิงอันยอดเยี่ยมของ คูตินโญ่ ที่เป็นการปลุกความหวังให้กลับมาอีกครั้ง
   
และครั้งนี้แรงกว่าเดิมด้วย
   
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ “ปาฏิหารย์” และ “ตำนาน” ที่จะเล่าสืบชั่วลูกชั่วหลาน

   
หลังเกมจบลง ด้วยหัวใจที่ยังเต้นระรัวและเนื้อตัวที่สั่นเทา - ในห้วงหนึ่งของความคิด ผมนึกถึงภาพของ โธมัส ทูเคิล ในจังหวะที่ดอร์ทมุนด์กลับมานำ 3-1 ขึ้นมาครับ
   
ทูเคิล เป็นโค้ชรุ่นใหม่ที่เก่งมากคนหนึ่งครับ ผลงานของเขากับ ไมนซ์ และปัจจุบันกับ ดอร์ทมุนด์ - ซึ่งเป็นการเดินตามรอยของ คล็อปป์​ทั้งสองทีม ทำให้เขาได้รับคำชมค่อนข้างมาก บางคนยกว่าเขานั้นเก่งกว่า คล็อปป์ ในช่วงวัยเดียวกันด้วยซ้ำไป
   
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรที่ทำให้ผมกลับรู้สึกว่าเขายังไม่ใช่ “ของจริง”
   
คนที่เป็นของจริงคือคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก
   
คนที่บอกเสมอว่าต้องการเปลี่ยนแปลงทีมนี้จาก doubter ให้กลายเป็น believer หรือจากคนที่ขาดความเชื่อมั่น ให้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่น
   
ไม่ใช่เฉพาะกับนักเตะในสนาม แต่ยังรวมถึงแฟนๆทุกคนด้วยไม่ว่าจะนั่งอยู่ในแอนฟิลด์ หรือนั่งดูอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม
   
วันนี้คล็อปป์ ได้พิสูจน์สิ่งนี้ให้เราได้เห็นชัดเจนแล้วครับ ในเกมที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเขาได้ดีที่สุด และมันจะเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูลให้กลับมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
   
อย่างไรก็ดีวันนี้ไม่ใช่ “วันของคล็อปป์” เท่านั้นครับ หากแต่นี่เป็น “วันของค็อป” ทุกคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาในทีม
   
วันนี้ “ความเชื่อ” ได้ทำหน้าที่ของมันแล้วครับ

There can be miracles when you believe :)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 15, 2016, 02:14:15 PM โดย ลูกแม่กิ่ง »
Football Correspondent : )

 

sbobet