ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: ระหว่างคล็อปป์กับสเตอร์ริดจ์ (29/4/2016)  (อ่าน 601 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!




จากประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เดยัน ลอฟเรน สู่ประตูชัยของ อาเดรียน โลเปซ ที่เกิดขึ้นหลังหมดเวลาปกติ ทำให้บทสรุปในเกมที่ เอล มาดริกัล สำหรับลิเวอร์พูล เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับเกมที่แอนฟิลด์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนอย่างสิ้นเชิงครับ
   
ไม่แปลกหากเหล่า Kopites จะทำใจยอมรับไม่ได้ และไม่แปลกหาก เยอร์เก้น คล็อปป์ เองจะยอมรับไม่ได้เช่นกันกับความผิดพลาดง่ายๆที่ไม่ควรเกิดขึ้นเมื่อคู่ต่อสู้เปิดเกมเร็วขึ้นมาธรรมดาๆ แต่คนที่ควรจะอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นอย่าง โคโล่ ตูเร่ และอัลแบร์โต้ โมเรโน่ กลับไม่อยู่ในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนั้น
   
ความพ่ายแพ้ต่อทีมที่ดีอย่าง บีญาร์เรอัล ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะในรอบที่ลึกของศึกฟุตบอลระดับสโมสรยุโรป ทุกทีมล้วนเป็นทีมที่ “มีของ” ทั้งสิ้น
   
แต่เมื่อคิดถึงความเสียเปรียบที่ไม่ควรเกิดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่ามันน่าเสียดายครับ
   
ให้เครดิตแก่ลูกทีมของ มาเซลิโน “เรือดำน้ำเหลือง” เจ้าบ้านบีญาร์เรอัล เตรียมตัวมาได้ดีแม้ฟอร์มในระยะหลังจะดร็อปลงบ้างแต่โดยองค์ประกอบภายในทีมยังแข็งแกร่งอยู่ และทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่าอย่างค่อนข้างชัดเจนในเกมนี้ โดยเฉพาะในเกมรุกที่มี เซดริก บากัมบู เป็นตัวค้ำ
   
นัดนี้หัวหอกพระกาฬอาจไม่สามารถแผลงฤทธิ์ได้มากนัก แต่อย่างน้อยความสูงใหญ่และความเร็วของเขามีส่วนสำคัญต่อ “ทรง” ของบีญาร์เรอัล เป็นอย่างยิ่ง ดาวยิงเลือดคองโกสามารถ “กด” แนวรับของลิเวอร์พูล ไม่ให้เล่นได้ง่ายนักไม่ว่าจะในเกมรับหรือเกมรุกก็ตาม
   
อิทธิพลของ บากัมบู ทำให้แนวรุกคนอื่นอย่าง เดนิส ซัวเรซ และ โรแบร์โต้ โซลดาโด้ เล่นได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย
   
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับลิเวอร์พูลอย่างชัดเจน เมื่อ คล็อปป์ ตัดสินใจเลือกใช้โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ยืนในตำแหน่งหัวหอกจำลอง หรือ False no9 ซึ่งมีประสิทธิภาพด้อยกว่าหัวหอกธรรมชาติอย่าง บากัมบู ชนิดคนละเรื่อง
   
แม้จะมีโอกาสยิงชนเสา แต่เฟียร์มิโน่ ไม่สามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของคล็อปป์ได้ทั้งหมด เมื่อผนวกกับการที่ลิเวอร์พูล ขาดตัวหลักมากพอสมควรในตำแหน่ง “แกน” ตั้งแต่แดนหน้า แดนกลาง แดนหลัง ทำให้ความแข็งแกร่งในทีมลดลงอย่างมาก
   
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุด มากกว่าการตัดสินใจเลือกใช้สตาร์บราซิลของคล็อปป์ คือคำถามว่าทำไมเขาจึงไม่เลือกใช้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์?
   
ความจริง คล็อปป์ ชี้แจงเรื่องนี้เอาไว้ว่าเขาได้ตัดสินใจในเรื่องที่ “ยากลำบาก” ในการดร็อป สเตอร์ริดจ์ ออกจากทีมชุดแรกเพราะต้องการ “เสถียรภาพ” ในทีม
   
“ระบบการเล่น” คือสิ่งที่ คล็อปป์ นำมาใช้เป็นข้อแก้ตัวว่า สเตอร์ริดจ์ ไม่ได้เล่นในระบบเกมเยือนของยุโรปมาก่อน เพราะเมื่อเล่นนัดเยือนในเกมยุโรป ลิเวอร์พูล จะใช้ระบบการเล่นแบบ 4-3-3 หรือ 4-5-1 เป็นหลัก ซึ่งบทบาทของกองหน้าจะแตกต่างไปจากระบบปกติ
   
ต่อเหตุผลดังกล่าว การที่ สเตอร์ริดจ์ ถูกดร็อปเป็นตัวสำรองในเกมเยือนยูโรป้า ลีก 3 นัดหลัง ก็ถือว่าพอ “ฟังขึ้น”
   
แต่หากคิดถึงการที่ลิเวอร์พูล เหลือตัวเลือกในแนวรุกไม่มากนัก เพราะดิวอค โอริกิ นั้นบาดเจ็บ และคริสเตียน เบนเตเก้ เพิ่งจะเรียกความฟิตกลับมาเท่านั้น ในความคิดพื้นฐาน สเตอร์ริดจ์ ที่ผลงานในระยะหลังก็ไม่ได้ขี้เหร่มากนัก ทำไป 4 ประตูจาก 5 นัดในเดือนเมษายน ย่อมเป็นตัวเลือกแรกที่กุนซือชาวเยอรมันควรจะเลือกใช้งานในเกมนี้
   
เกมที่มีความสำคัญเพราะเป็นเดิมพันถึงการเข้าชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก ที่มีรางวัลใหญ่คือการได้สิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า
   
การที่เขาไม่ได้โอกาสจะลงสนามเลยแม้แต่นาทีเดียวเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
   
หรือพูดให้ตรงกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลพอสมควร
   
ประการแรกหากเป็นเรื่องของแท็คติกส์การเล่นจริง นั่นหมายความว่า สเตอร์ริดจ์ ไม่ใช่นักเตะที่ตอบโจทย์ของคล็อปป์
   
ถ้าเป็นเช่นนั้นทางเลือกก็มีไม่มากนักสำหรับดาวยิงที่ก่อนหน้านี้ 2-3 ปีได้รับการยกย่องว่า “เก่งที่สุด” ของอังกฤษ โดยทางแรกคือต้องปรับตัว แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อาจต้องจากไป
   
หากไม่ใช่เรื่องของแท็คติกส์ เป็นเรื่องของสภาพร่างกายที่อยากถนอมไว้ก็อาจจะพอเข้าใจได้บ้าง แม้จะมีเครื่องหมายคำถามเล็กๆว่าเกมสุดสัปดาห์นี้เป็นเกมเบากับสวอนซี ที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญมากนัก
   
แต่ถ้าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์และความเชื่อใจระหว่างทั้งคู่ ตรงนี้เป็นจุดที่น่ากังวลที่สุด
   
เพราะในโค้งสุดท้ายก่อนจบฤดูกาล ในภาวะที่กองหน้าที่ดีที่สุดในระบบการเล่นของคล็อปป์อย่างโอริกิ ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ สเตอร์ริดจ์ สมควรเป็นความหวังสำหรับทีมในสนามมากกว่าจะอยู่บนม้านั่งสำรองข้างสนาม
   
ลำพังเพียงอาการบาดเจ็บของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เอ็มเร่ ชาน, โอริกิ และการโดนลงโทษแบนของ มามาดู ซาโก้ ก็นับว่าหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและบรรยากาศภายในทีมอย่างรุนแรง
   
“รอยร้าว” ระหว่าง คล็อปป์ กับสเตอร์ริดจ์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เดอะ ค็อป ปรารถนาจะเห็นแน่นอนในเวลาเช่นนี้
   
ก็ขอให้เป็นเพียงการคิดมากเกินไปครับ
   
ลิเวอร์พูลยังมีโอกาสและความหวังครับ โอกาสหลายครั้งในเกม ที่รวมถึงจังหวะโซโล่เดี่ยวของ โมเรโน่ ที่ลุยจนถึงเขตโทษแต่ตัดสินใจจะยิงเอง (ในขณะที่ เดนิส ซัวเรซ เลือกจะจ่ายให้ โลเปซ ตรงนี้คือความแตกต่าง) แสดงให้เห็นถึง "ความเปราะบาง" ในแนวรับของบีญาร์เรอัล

เช่นกันกับความโกรธเกรี้ยวของคล็อปป์ ที่มีต่ออาการดีใจของ มาเซลิโน ทำให้เชื่อว่าในเกมหน้าพวกเขาจะสู้อย่างเต็มที่แน่นอน
   
แต่การจะพลิกกลับมาชนะทีมที่ดีอย่างบีญาร์เรอัลในแมตช์หน้าและพลิกเข้ารอบให้ได้นั้นต้องทำให้ได้ดีกว่าเกมที่ มาดริกัล มากครับ
   
ลำพังจะมาหวังเพียงบรรยากาศและความขลังของมนต์เสน่ห์ “ยูโรเปี้ยน ไนท์” อาจไม่พอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2016, 10:51:58 PM โดย ลูกแม่กิ่ง »
Football Correspondent : )

 

sbobet