ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: การกลับมาของ ‘หงส์แดง’ (6/5/2016)  (อ่าน 4914 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!
friday and a KOPPUCCINO: การกลับมาของ ‘หงส์แดง’ (6/5/2016)
« เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2016, 01:08:02 PM »




ทุกคำถามและความกังวลใจที่มีต่อลิเวอร์พูล ตลอด 1 สัปดาห์ก่อนหน้านี้มลายไปจนสิ้นครับ
   
เหล่าเดอะ ค็อป ได้เห็น การออกสตาร์ทตัวจริงของ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และ 1 ประตู (กับอีก 1 ประตูที่มีส่วนตั้งแต่ต้นเกมซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง) ความมุ่งมั่นของทีมตั้งแต่วินาทีแรกยันวินาทีสุดท้าย และการไล่ต้อนทีมชั้นดีอันดับที่ 4 ของลา ลีกา จนหมดสภาพ
   
“คำมั่น” ของเยอร์เก้น คล็อปป์ ที่กล่าวไว้ตั้งแต่หลังจบเกมกับ เอล มาดริกัล ด้วยความหงุดหงิดต่ออากัปรกริยาดีใจอย่างออกนอกหน้าของ มาร์เซลิโน นายใหญ่บีญาร์เรอัล ว่า “พวกเขาไม่รู้ตัวหรอกว่าพวกเขาจะโดนเล่นอะไร มันจะเป็นอะไรที่หนักหนายิ่งกว่าที่บีญาร์เรอัล จินตนาการไว้เยอะมาก” กลายเป็นความจริง
   
11 ขุนพลที่ลงสนามได้สอนบทเรียนสำคัญให้แก่อาคันตุกะจากสเปน และทีมอื่นๆว่าอย่าได้คิด “กระตุกปีกหงส์” แบบนั้นอีก
   
เช่นกันกับการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของ “คืนยุโรป” หรือ “ยูโรเปี้ยน ไนท์” ที่แอนฟิลด์ เอาไว้ได้ โดยเฉพาะเป็นคืนที่เหล่าเดอะ ค็อป เองก็ต้องการส่งวิญญาณทั้ง 96 ดวงที่จากไปและได้รับการชำระความจนบริสุทธิ์ด้วยชัยชนะ
   
ลิเวอร์พูล ในเกมนี้อยู่ในสภาพที่ “พร้อม” กว่าในเกมแรกที่มาดริกัลมาก การกลับมาที่น่าเหลือเชื่อของ เอ็มเร่ ชาน ทั้งที่เดิมคาดหมายว่ารูดม่านปิดฉากฤดูกาลไปแล้ว ทำให้แดนกลางของ “หงส์แดง” กลับมาเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง
   
พลังไดนามิค การอ่านเกมที่ “ชานฉลาด” และความสุขุมที่เพิ่มขึ้นตามเวลา ทำให้ลิเวอร์พูล ที่เคยเป็นรองอย่างชัดเจนในเกมแรกกลับมาเป็นฝ่ายที่ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็น
   
แต่ชาน ไม่ใช่คนเดียวที่เนรมิตทุกอย่างให้ทีม เพราะความจริงนักเตะในชุดแดงเพลิง “ทุกคน” ต่างยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นมาอย่างชัดเจนในเกมนี้
   
จุดชี้ขาดสำคัญของเกมอยู่ที่ บีญาร์เรอัล ไม่สามารถต้านทานคลื่นของนักเตะลิเวอร์พูลที่ถาโถมเข้าใส่ตลอดทั้งเกมได้ เพราะเกมนี้เป็นเกมที่ลูกทีมของ คล็อปป์ เล่น gegenpressing ได้สมบูรณ์แบบมากที่สุดนัดหนึ่งตั้งแต่เข้ามาคุมทีมในเดือนตุลาคม
   
นักเตะลิเวอร์พูล ไล่ทุกคน ไล่ทุกตัว และตามติดจนทำให้บีญาร์เรอัล เสียอาการอย่างชัดเจนจากการที่โดนประกบติด ตอด แซะ และสอยในทุกจังหวะการเล่น
   
สำหรับทีมที่เล่นฟุตบอลละเอียด การเจอคู่แข่งแบบนี้คือสิ่งที่พวกเขาเกลียดที่สุด
   
ทุกอย่างเลวร้ายกว่านั้นสำหรับทีมของ มาร์เซลิโน่ เมื่อพวกเขาเสียประตูแรกอย่างรวดเร็ว จากการที่ บรูโน่ โซเรียโน่ ห้องเครื่องกัปตัปทีมกลายเป็นผู้โชคร้ายที่ทำเข้าประตูตัวเองจากจังหวะการผ่านบอลวัดใจเข้ามาปากประตูธรรมดาๆ ซึ่งแม้สเตอร์ริดจ์ จะเข้าฮอสพลาดแต่อย่างน้อยบอลก็ไปกระเด้งตัวคู่แข่งเข้าไป
   
ประตูที่ทำให้สถานการณ์กลับมาเสมอภาคกัน ยิ่งทำให้ทุกอย่างเข้าทางเจ้าบ้านมากขึ้น
   
สิ่งที่ลิเวอร์พูล ต้องทำต่อคือการเล่นแบบเดิม และพวกเขาก็ทำได้ด้วยความทุ่มเททั้งหมดที่มี
   
ในขณะที่นักเตะบีญาร์เรอัล ขาเริ่มสั่น สมาธิและสติเริ่มกระเจิงเพราะการเล่นแบบถึงลูกถึงคน นักเตะลิเวอร์พูล มีสมาธิจดจ่อเพียงการทำหน้าที่ในสนามตามคำสั่งเท่านั้น และรอเวลาที่จังหวะจะเข้าทาง
   
จังหวะนั้นมาในนาทีที่ 63 ครับเมื่อ เฟียร์มิโน่ แทงบอลให้ สเตอร์ริดจ์ หลุดเข้าไปสังหารประตูผ่านอาเรโอล่าเข้าไป ก่อนที่เจ้าตัวจะระเบิดทุกความรู้สึกที่เก็บกดเอาไว้มานานออกมาผ่านการฉลองประตูที่สะใจที่สุดของตัวเขาเอง และอ้อมกอดระหว่างเขากับคล็อปป์หลังจบเกมก็น่าจะทำให้ความสัมพันธ์ขุ่นมัวที่มีก่อนนี้กระจ่างใสอีกครั้ง
   
สำหรับสเตอร์ริดจ์ แม้วันนี้จะไม่ได้เฉียบขาดมากนักในเกมนี้เมื่อเทียบกับโอกาสมากมายที่ได้รับ แต่อย่างน้อยประตู 2-0 ของเขาเป็นการส่งทีมเข้ารอบไปครึ่งตัว และใบแดงของ วิคตอร์ รูอิซ ทำให้ความหวังของบีญาร์เรอัล หมดไปโดยปริยาย
   
อย่างไรก็ดี คล็อปป์ ไม่ได้กดปุ่มปิดสวิตช์เครื่องแต่ปล่อยให้นักเตะเดินหน้าบี้จนหมดเวลาเพื่อป้องกันการอกหักแบบไม่คาดฝัน
   
สุดท้ายเป็นอดัม ลัลลาน่า ที่ยิงประตูฝังในนาทีที่ 81
   
ชัยชนะ 3-0 เหนือ บีญาร์เรอัล เป็นการคว้าชัยชนะนัดที่ 8 ของทีมในการเล่นรอบรองชนะเลิศของฟุตบอลรายการสโมสรยุโรป และเป็นชัยชนะครั้งที่ 200 ในเกมยุโรป ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศรายการระดับทวีปอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายมานานหลายปีนับจากสิ้นยุคของ ราฟา เบนิเตซ โดยจะไปวัดกับ เซบีญ่า ราชายูโรป้า ลีก ในเกมที่เซนต์ ยาค็อบ สเตเดี้ยม ที่กรุงบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้
   
ความหวังและการเดิมพันในการไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่เพียงแต่จะช่วยต่อ “ไฟ” ในตัวพวกเขาเอาไว้จนจบฤดูกาล
   
แต่ไฟนั้นได้ถูกต่อไปสำหรับฤดูกาลหน้าเรียบร้อยครับ
   
ที่ผ่านมาคล็อปป์ ใช้เวลา 7 เดือนในการลิเวอร์พูล พาลิเวอร์พูล เข้าชิงฟุตบอลถ้วยเป็นรายการที่ 2 และทีมที่เคยเหลวแหลกกลับมาเป็นทีมที่สามารถสยบทีมระดับท็อปของยุโรปอย่าง ดอร์ทมุนด์ และบีญาร์เรอัล ได้อย่างน่าประทับใจ
   
แน่นอนเดอะ ค็อป และบรรยากาศในแอนฟิลด์นั้นมีส่วนช่วยอย่างมาก แต่หากนักเตะไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองในสนามก็ไม่มีประโยชน์อะไร ซึ่งเวลานี้ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขามีศักยภาพในระดับใดของเกมสโมสรยุโรป
   
มันอาจจะห่างไกลจากทีมในกลุ่มสูงสุดของปิระมิดลูกหนังอยู่บ้าง
   
แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาได้ส่งสัญญาณผ่านทั่วน่านฟ้ายุโรป  ซึ่งแม้เสียงนั้นยังอาจแผ่วเบาในเวลานี้ แต่เชื่อว่าน่าจะมีไม่น้อยที่ได้รับรู้ว่า “หงส์แดง” ตัวนั้นกลับมาแล้ว
   
และเป็นการกลับมาที่น่าจับตามองเสียด้วย
Football Correspondent : )

 

sbobet