ผู้เขียน หัวข้อ: friday and a KOPPUCCINO: สิ่งที่มองเห็น สิ่งที่มองหา และคำสัญญาสีแดง (20/5/2016)  (อ่าน 5852 ครั้ง)

ลูกแม่กิ่ง

  • Moderator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
    • Sockr!



หายเสียใจกันหรือยังครับ?
   
สำหรับคนที่หายแล้วไม่ว่าจะหายสนิทหรือบรรเทาความเสียใจจากความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดในเกมที่ เซนต์ ยาค็อบ ปาร์ค ที่เมืองบาเซิล ลงมาบ้างแล้วก็ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ ส่วนคนที่ยังเสียใจอยู่นั้นก็ขอให้รู้สึกดีขึ้นในเร็ววันครับ
   
เพราะชีวิตต้องเดินทางต่อ เราไม่ควรเก็บทุกเรื่องราวที่น่าเสียใจติดตัวไว้ตลอดกาลครับ
   
ลิเวอร์พูลก็เช่นกัน เจ็บปวดแค่ไหน ร้องไห้ใจจะขาดอย่างไร สุดท้ายก็ต้องสู้กันต่อ
   
จริงไหม?
   
ย้อนหลังกลับไปในเกมที่ เซนต์ ยาค็อบ - อย่างที่เราได้เห็นกันครับว่าเป็นเกมที่ภาษาฝรั่งจะเรียกกันว่า A Game of Two Halves หรือเราเรียกกันแบบไทยๆว่า “หนังคนละม้วน” จริงๆ
   
น่าเสียดายที่ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เป็นฝ่ายเปิดหนังม้วนแรกออกมาก่อน ตอนจบของเรื่องจึงไม่ต่างอะไรจากนาฏกรรมแห่งความเศร้ากลางสนาม เมื่อลิเวอร์พูล ที่เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจนในครึ่งแรกได้สูญเสียตัวตน รวมถึงขวัญและกำลังใจในการเล่นในครึ่งเวลาหลัง
   
ทุกสิ่งที่ทำได้ดีตลอด 45 นาทีแรกพังทลายทันทีเมื่อ เควิน กาไมโร่ เข้าชาร์จลูกผ่านที่ยอดเยี่ยมของ มาเรียโน แฟร์ไรราเข้าไปตั้งแต่กลับมาลงสนามได้ยังไม่ครบนาที
   
หลังจากนั้นก็อย่างที่ทราบครับ...
   
ต้องยอมรับว่าเซบีญ่า เป็นผู้ชนะที่คู่ควรในเกมนี้ แม้หลายคนจะอดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปจากนี้หากผู้ตัดสินจะให้ความเป็นธรรมกับลูกแฮนด์บอล (และจังหวะการดักฟาวล์โรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ที่สามารถให้จุดโทษได้อย่างชัดเจนเช่นกัน)
   
แต่ในรายละเอียดการเล่นแล้ว เซบีญ่า เป็นทีมที่ดีกว่าทั้งในเชิงของความสามารถเฉพาะตัว กลยุทธ์และประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างหลังที่สำคัญและเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างมากระหว่างทั้งสองทีม ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะทีมหนึ่งเพิ่งจะเคยเข้าชิงทัวร์นาเมนต์ใหญ่เป็นครั้งแรก (ต่อจากถ้วยใบเล็กอย่าง ลีก คัพ) ขณะที่อีกทีมผ่านเข้าชิงฟุตบอลถ้วยรายการนี้มาแล้วเป็นสมัยที่ 3 โดยที่ 2 ครั้งก่อนหน้านี้พวกเขาได้รับชัยชนะทั้งสองครั้ง
   
อาการแข้งขาสั่น ใจที่หล่นวูบ เลือดที่ขึ้นหน้า ของนักเตะในชุดแดงเพลิงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
   
พวกเขาไม่อยากแพ้ แต่ทุกอย่างดูคล้ายไม่เป็นใจ เวลาเริ่มเหลือน้อยลงทุกที ทั้งหมดทั้งมวลทำให้พวกเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายและจิตใจได้เหมือนยามปกติ
   
ภาพการร้องไห้แบบไม่อายใครของ เอ็มเร่ ชาน หลังเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น เป็นภาพที่น่าเจ็บปวด
   
เช่นกันกับนัยน์ตาที่แสนเศร้าของ คล็อปป์ ชายผู้แพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศ 5 ครั้งติดต่อกัน
   
เขียนมาถึงตรงนี้ผมเองก็จุกที่อกเหมือนกันครับ
   
แม้จะมีการพูดกันว่าการเข้าชิงชนะเลิศ 2 รายการในฤดูกาลนี้เป็นเพียงแค่ “ครั้งแรกๆ” ของนัดชิงชนะเลิศอีกหลายครั้งที่จะตามมาในยุคของเขา แต่ผมเองกลับมองในทางตรงข้ามเพราะในชีวิตจริงการจะพาทีมเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้นั้นไม่ว่าจะเป็นรายการใดก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายแม้แต่น้อย หลายครั้งต้องมีปัจจัยพิเศษถึงจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้
   
โดยส่วนตัวผมมองว่าการที่พลาดทั้ง 2 แชมป์ที่เวมบลีย์ และเซนต์ ยาค็อบ ปาร์ค เป็นการพลาดอย่างมหันต์ครับ
   
เพราะหากเขาและทีมทำได้ มันจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตในแอนฟิลด์ที่เหมือน “ฝัน” และจะเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้ทีมเดินหน้าต่อได้อย่างรวดเร็ว
   
แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้คาดหวังจะเห็น “เทพนิยาย” ที่สุขแต่แสนสั้นจากปลายปากกาของคล็อปป์
   
ผมอยากเห็น “มหากาพย์” ที่มีครบทุกรสชาติ ยืนยาวและน่าจดจำมากกว่าครับ
   
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทีมลิเวอร์พูล ที่มากมายในระดับที่เรียกว่า​ “ยกเครื่อง” เพราะคล็อปป์ ได้ “มองเห็น” ทีมอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในเกมนัดสุดท้าย และหลังจากนี้เขาจะทำทีมในสิ่งที่เขา “มองหา” บ้าง
   
นักเตะหลายคนได้เล่นนัดสุดท้ายให้ทีมไปแล้วครับไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ได้พยายามใช้งานนักเตะชุดที่สืบทอดจาก เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส มาตลอดฤดูกาลอย่างเต็มความสามารถแล้ว ก็ถึงเวลาที่ คล็อปป์ จะได้เลือกนักเตะที่เขาต้องการเองบ้าง
   
สิ่งที่ผมจะบอกคือ อย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ 40-50 ล้านปอนด์ในช่วงปิดฤดูกาลนี้ครับ ลืมนักเตะสตาร์ระดับนั้นไปได้เลย
   
เพราะจาก “ทิศทาง” ที่ออกมา ค่อนข้างชัดเจนว่า คล็อปป์ เลือกนักเตะอายุน้อยและมีศักยภาพที่จะก้าวไปได้อีกไกลเป็นหลัก รองลงมาคือนักเตะที่มีประสบการณ์พอสมควรที่พร้อมจะเป็นตัวจริงได้ทันที
   
สำคัญที่สุดคือต้องเป็นนักเตะที่เข้ากับระบบการเล่นที่เขาต้องการ
   
คล็อปป์ มีชื่อนักเตะเหล่านี้แล้วครับ โดยนอกเหนือจากคนที่ได้มาแล้วอย่าง มาร์โก กรูยิช และโยเอล มาทิป ชื่อที่น่าจับตามองคือ ลอริส คาริอัส, ปิโอเตอร์ ซิลินสกี้ และเบน ชิลเวลล์ และ มาริโอ เกิตเซ่ ที่น่าจะเป็นเป้าหมายหลักชุดแรก
   
ผมเชื่อว่าจะมี “ชุดสอง” แถมมาอีกอย่างน้อย 3-4 คน ซึ่งจะเป็นเกรดที่พร้อมใช้งานได้ทันทีครับ ส่วนจะมากหรือน้อยกว่านี้อยู่ที่ว่า คล็อปป์ ตัดสินใจกับลูกทีมบางรายอย่างไร และลูกทีมเหล่านั้นยอมรับการตัดสินใจในสถานภาพของตัวเองหรือไม่
   
โดยเฉพาะรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่มีรายงานว่าจะถูกลดระดับความสำคัญลงมาเหลือแค่นักเตะทั่วไปเพราะคล็อปป์ ต้องการ “ผู้นำ” จริงๆในทีม
   
สถานการณ์นี้สามารถทำให้ เฮนเดอร์สัน ถึงขั้นย้ายทีมได้ และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญที่สุดที่น่าจับตามองในช่วงตลาดฤดูร้อนนี้
   
เช่นนี้แล้ว อย่าได้เจ็บปวดนานเกินไปสำหรับความปราชัยที่เกิดขึ้นครับ ไม่มีอะไรต้องอับอาย ลิเวอร์พูล สามารถเชิดหน้าในความทุ่มเทได้อย่างภาคภูมิใจ
   
7-8 เดือนที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากมายนัก แต่อย่างน้อยคล็อปป์ ได้วางโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเล่น แนวคิด ทัศนคติ ของทีมเอาไว้แล้ว รวมถึงการค้นพบนักเตะที่จะเป็น “แกน” ของทีมได้แล้วบางส่วน ไม่ว่าจะเป็น คูตินโญ่, เฟียร์มิโน่, เอ็มเร่ ชาน, เดยัน ลอฟเรน และนาธาเนียล ไคลน์
   
ความจริงเมื่อเทียบกับผลงานในช่วงก่อนที่เขาจะเข้ารับงานก็นับว่ามาไกลมากพอสมควรแล้ว
   
เพียงแต่ ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ช่วง “ทดลองงาน” ของเขาจบลงแล้วครับ หลังจากนี้คือการเริ่มต้นงานจริงๆที่น่าตื่นเต้นและท้าทายกว่าเก่ามากมายหลายเท่านัก
   
แน่นอนว่าความกดดันย่อมเพิ่มขึ้นนับเท่าพันทวีด้วยเช่นกัน
   
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น “เรา” - ในความหมายของทั้งทีม นักเตะ คล็อปป์ สตาฟฟ์ และแฟนบอลอย่างพวกเราเอง - ควรจะแยกย้ายกันไปพัก เติมพลังชีวิตชีวากันก่อนครับ
   
ปีหน้าฟ้าใหม่เราจะกลับมาใหม่ครับ
   
พร้อมกับคำ “สัญญาสีแดง” ว่า ไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหน เราจะเดินเคียงกันไปเช่นนี้เหมือนเดิม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 20, 2016, 09:09:30 PM โดย ลูกแม่กิ่ง »
Football Correspondent : )

 

sbobet