เกมที่ลิเวอร์พูลทำได้เพียงเสมอฟูแล่ม สะท้อนว่าปัญหาเกมรุกไม่ได้เกิดจากการจบสกอร์เท่านั้น แต่เริ่มจากแดนกลางที่พาบอลไปถึงพื้นที่สุดท้ายได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง
การที่เฌเรมี ฌักเกต์เป็นผู้ผ่านบอลมากที่สุดในสนามถึง 76 ครั้ง บอกได้ส่วนหนึ่งว่าบอลของลิเวอร์พูลหมุนเวียนอยู่บริเวณแนวรับมากเกินไป เมื่อกองกลางไม่มีคนรับบอลระหว่างไลน์หรือพลิกเกมขึ้นหน้าได้ บอลจึงย้อนกลับมาที่กองหลัง ก่อนถูกส่งออกด้านข้างในจังหวะที่ฟูแล่มตั้งแนวรับเรียบร้อยแล้ว
เวียตซ์ต้องวิ่งถึง 12.4 กิโลเมตรและถอยต่ำลงมาตามหาบอล ผลคือเขาใช้พลังงานไปกับการเชื่อมเกม มากกว่าการรับบอลใกล้กรอบเขตโทษ แนวรุกจึงถูกปล่อยให้เผชิญกับกองหลังฟูแล่มโดยไม่มีตัวสนับสนุนและขาดบอลที่มาในจังหวะได้เปรียบ
นี่คือความแตกต่างจากยุคคล็อปป์ ซึ่งเมื่อแย่งบอลได้จะเร่งโจมตีทันที ก่อนคู่แข่งจัดระเบียบเกมรับ และต่างจากยุคสล็อตที่ใช้กองกลางควบคุมบอล ดึงคู่แข่งออกจากตำแหน่ง แล้วค่อยสร้างช่องว่างให้แนวรุก
อิราโอล่าต้องการผสมความดุดันในการเพรสกับการขึ้นบอลแนวตั้ง แต่เกมกับฟูแล่มแสดงให้เห็นว่ากองกลางยังเชื่อมสองส่วนนี้ไม่ได้ แย่งบอลได้แต่เปลี่ยนเป็นเกมรุกไม่เร็ว ขณะที่เมื่อครองบอลก็ยังควบคุมจังหวะได้ไม่ดีพอ
การไม่มีอเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ตั้งแต่ต้นยิ่งทำให้ลิเวอร์พูลขาดคนกำหนดทิศทาง เมื่อแดนกลางส่งบอลให้แนวรุกได้ช้าและไม่ตรงจังหวะ คำว่า ไม่เด็ดขาด จึงเป็นเพียงอาการปลายเหตุ เพราะต้นตอที่แท้จริงเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนบอลจะไปถึงกรอบเขตโทษ
สิ่งที่อิราโอล่าต้องปรับต่อจากนี้ คือการกำหนดบทบาทในแดนกลางให้ชัดเจน ลิเวอร์พูลต้องมีผู้เล่นคอยควบคุมจังหวะและพาบอลผ่านแนวเพรส เพื่อให้เวียตซ์ไม่ต้องถอยต่ำลงมาตามหาบอล และสามารถยืนใกล้กรอบเขตโทษในพื้นที่ที่สร้างอันตรายได้มากกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ทีมต้องเปลี่ยนจากการแย่งบอลไปสู่การโจมตีให้รวดเร็วขึ้น พร้อมเพิ่มการวิ่งสอดจากแถวสอง หากลิเวอร์พูลเชื่อมเกมจากแดนกลางถึงแนวรุกได้ตรงจังหวะ ความเฉียบคมย่อมมีโอกาสกลับมา เพราะทางออกไม่ใช่เพียงเปลี่ยนกองหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้เล่นแนวรุกได้รับบอลในสถานการณ์ที่สามารถจบงานได้จริง