Warning: main(inc_head.php) [function.main]: failed to open stream: No such file or directory in /home/liverpool/public_html/th_lookmaeking.php on line 14

Warning: main() [function.include]: Failed opening 'inc_head.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/liverpool/public_html/th_lookmaeking.php on line 14
Liverpool.in.th
Home
WeBBoard
News Update
Live News (Eng)
Live Score
Live TV
King Of The Kop
MSN List
Highlight Clips
Live Commentary
Kop Collection
LFC Wallpaper
LFC Song
Extra Column
KOP Soft Soft
Legendary Reds
Inside LFC
History
Players 06-07
Hot Shot
ClubTransfers
Fixtures 06-07
League Table
Our Service
Free E-Mail
FAN Alert
SMS Live Score
SMS Resultscore
Contact
Comment
Advertising


Warning: main(inc_leftads.php) [function.main]: failed to open stream: No such file or directory in /home/liverpool/public_html/th_lookmaeking.php on line 40

Warning: main() [function.include]: Failed opening 'inc_leftads.php' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/liverpool/public_html/th_lookmaeking.php on line 40
ขอแนะนำบริการ LIVERPOOL FAN ALERT บริการที่จะพาท่าน ๆ ไปเกาะติด "หงส์แดง" ทุกแมทช์การแข่งขันผ่านมือถือ ทั้งโปรแกรมการแข่งขัน เวลาถ่ายทอดสด รายงานผลการแข่งขัน และ สรุปอันดับคะแนนหลังเกม ....ระบบ AIS กด *4824 980 7003 1144 ระบบ DTAC กด *19159 75003 1144 ข้อคว ามละ 5 บาททั่วประเทศ



เปลี่ยนแปลง..อย่าเปลี่ยนไป
                         เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสแบกเป้สะพายกล้องลองไปตะลุยสายลมเย็นที่ "ปาย" คนเดียว
                         ที่จริงก็เป็นความไม่ตั้งใจเท่าไหร่ที่ต้องไปคนเดียวแบบนี้ แต่เมื่อสถานการณ์บังคับและชั่งน้ำหนักหัวใจที่อยากไปปายมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ ก็เลยตัดสินใจว่า "เอาวะ" ไปคนเดียวก็ไป
                         การไปครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวไกลๆครั้งแรก (เพราะชีวิตงานที่ยุ่งยากทำให้ผมไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวไหนบ่อยนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา) และเป็นการไปแบบไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่
                         ข้อมูลที่มีก็เป็นการสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ทำให้พอวางแผนการต่างๆได้แบบคร่าวๆเท่านั้น และผมก็ตั้งใจไว้แค่คร่าวๆเท่านั้น เพราะเมื่อไปคนเดียวแล้วก็สามารถตามใจตัวเองได้ถึงที่สุด
                         อย่างไรก็ดี เมื่อไปสัมผัสกับเมืองปายจริงๆแล้ว ผมยอมรับว่าไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่นัก
                         ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผม "วาดฝัน" เมืองเล็กๆในอ้อมกอดของขุนเขาแห่งนี้เอาไว้สวยสดกว่านี้มากมายนัก
                         ด้วยเคยได้ยินว่าเมืองปาย เป็นเมืองเล็กๆ (สถานภาพที่แท้จริงคืออำเภอหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน) มีบรรยากาศเงียบสงบแฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ในขุนเขา และมีแม่น้ำปายไหลผ่าน
                         และที่เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครเหมือนคือ "สายหมอก" ในยามแรกแสงอรุณรุ่งที่แสนอบอุ่น อ่อนโยน และเยือกเย็นในบางขณะ
                         แต่ภาพที่ผมได้พบเห็นคือเมืองท่องเที่ยว (ในความหมายของเมืองท่องเที่ยวสำหรับฝรั่งและชาวต่างชาติอื่นๆ) ที่มีสภาพไม่แตกต่างจากถนนข้าวสารย่านบางลำภู มีผับ บาร์ ธนาคาร หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง
                         แม้จะมีมุมสงบๆที่เร้นกายอยู่ใต้ความวุ่นวายอย่างที่กาดปาย (หรือตลาดในภาษาเหนือ) และบริเวณหน้าที่ว่าการ สภอ.ปาย ที่มีม้านั่งให้นั่งมองดูเด็กๆเล่นกัน
                         แม้จะมีร้านขายสินค้าที่ระลึกเล็กๆ (แต่ชื่อดัง) หลายร้าน ที่ช่วยให้เกิดกิจกรรมเด่นของคนที่มาเที่ยวปายคือการส่งโปสการ์ดน่ารักๆกลับมาให้คนรู้จัก และมีร้านกาแฟที่เป็นแลนด์มาร์คของปาย อย่าง All about coffee (และอีกหลายร้านแต่ไม่ดังเท่า)
                         หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับแรกและฉบับเดียวของปาย Pai Post ตีพิมพ์บทความเด่นประจำฉบับโดยพาดหัวว่า Paying the Price of Development
                         "ความเจริญ" กำลังกัดกร่อน "จิตวิญญาณ" และ "ตัวตน" ของปายจนแทบไม่เหลือรากเหง้าของปายในอดีต
                         ปาย..เปลี่ยนไป

                         อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีความคิดอยากไปสัมผัส "ปาย" สักครั้ง - ได้โปรดอย่าเชื่อข้อเขียนของผมทั้งหมด
                         ดังที่เรียนให้ทราบข้างต้นว่าปาย ก็ยังมีมุมน่ารักๆเร้นกายอยู่ใต้ความวุ่นวาย และบางทีความเป็นเมืองท่องเที่ยวก็อาจเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของปายด้วย
                         คนอื่นอาจจะหลงรักและปักใจกับปาย ว่าเป็นเมืองในฝัน เหมือนคำโฆษณาภาษาฝรั่งว่า Pai - Heaven on earth หรือ Utopai (ซึ่งล้อกับคำว่า Utopia ที่หมายถึงโลกในอุดมคติ)
                         แต่ไม่ใช่สำหรับผม .. ผมไม่มีรักแท้ให้ปาย - อย่างน้อยก็จากที่ได้สัมผัสมา

                         หลังจากเยือนปาย - ผมต้องกลับมาที่เชียงใหม่และได้รับการต้อนรับอย่างเรียบง่ายของอ้ายเก่ง (mr_children), อ้ายบอม (หงส์ขี้เมา) และน้องหน่อย sunrise ที่แม้จะมีเวลาร่วมทานอาหารด้วยกันเพียงสั้นๆ แต่ก็อบอุ่นตามประสาคนกันเอง สบายๆไม่ต้องมากพิธี
                         สัญญาใจกับตัวเองไว้ว่าจะกลับไปแก้ตัวขอเลี้ยงอ้าย (แปลว่าพี่ในภาษาเหนือ หรือกำเมือง) ทั้งสองคนคืนรวมถึงน้องหน่อยคืนบ้าง ซึ่งแม้ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่ แต่ยังไงก็ต้องกลับไปแน่
                         แต่วันเดียวกันนั้นเองก็เป็นวันที่เกิดข่าวใหญ่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของของสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อตัวเก็งอย่างดูไบ อินเตอร์เนชันแนล แคปิตอล เดินหมากพลาดด้วยการถอนข้อเสนอเพียงเพราะไม่พอใจที่ทางบอร์ดบริหารของลิเวอร์พูล นำโดยเดวิด มัวร์ส ประธานสโมสร ขอเวลาในการพิจารณาข้อเสนอจากจอร์จ กิลเล็ตต์ จูเนียร์ และทอม ฮิคส์ สองมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน 
                         ตลอดหนึ่งสัปดาห์นับจากนั้นผมต้องเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวในเรื่องของการเทคโอเวอร์สโมสรอย่างใกล้ชิดจนเบื่อ และต้องเขียนสกู๊ปความยาวขนาด 2 หน้าลงใน "คิกออฟ" มากถึง 3 ครั้ง (สำหรับรายละเอียดเบื้องหลัง และย้อนรอยการเทคโอเวอร์ลิเวอร์พูล สนใจติดตามอ่านได้ที่บล็อกของผมม http://lookmaeking.exteen.com นะครับ)
                         คำถามที่สำคัญที่สุดหลังการเทคโอเวอร์ซึ่งเป็นการสละอำนาจของตระกูลมัวร์ส เป็นครั้งแรกในรอบนับห้าสิบปีย่อมหนีไม่พ้นคำถามว่าในอนาคตไม่ว่าจะอีก 5 หรือ 10 ปี หรือมากกว่านั้น
                         ลิเวอร์พูล จะอยู่ตรงไหน ?
                          มองตามโครงร่างคร่าวๆที่กิลเล็ตต์ และฮิคส์ นำเสนอนั้น อนาคตของหงส์แดงจะดีขึ้นในหลายแง่ด้วยกัน
                         สโมสรจะมีสนามแห่งใหม่ในระดับความจุ 6 หมื่นคน ซึ่งจะเป็น "ฐานราก" สำคัญในการเบียดแข่งกับสโมสรอื่นโดยเฉพาะทีมระดับท็อปด้วยกัน
                         ขณะที่ในระดับผู้จัดการทีม ราฟา เบนิเตซ จะมีเงินงบประมาณมากพอในการซื้อผู้เล่นที่ต้องการจริงๆ
                         ที่ผ่านมาราฟา ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง พยายามมองหาผู้เล่นที่ "ใช่" แต่ก็ไม่ค่อยสมหวังเท่าไหร่
                         เรียกว่าหลายครั้งที่นอกจากจะไม่ได้นักเตะในระดับ A-list ราฟา ยังต้องจำใจเซ็นสัญญากับผู้เล่นหลายคนแบบเสียไม่ได้จริงๆ
                         กรณีของร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ,เมาริซิโอ เปเญกริโน่ ,โบโล เซนเด้น หรืออันโตนิโอ นูนเยซ เป็นตัวอย่างที่ดี
                         และไม่ใช่เฉพาะแต่ระดับนักเตะชุดใหญ่ เพราะในระดับเยาวชน ผู้เล่นของลิเวอร์พูล ก็ไมอาจเทียบได้กับอาร์เซนอล ที่สามารถจ่ายเงิน 12 ล้านปอนด์เป็นค่าตัวของธีโอ วัลค็อตต์ หรือเชลซี ที่จ่ายเงินกว่า 16 ล้านปอนด์เพื่อเป็นค่าตัวของจอห์น โอบี มิเกล
                         ลิเวอร์พูล ทำได้ดีที่สุดเพียงการส่งจอห์น เวลช์ ไปเพื่อแลกกับพอล แอนเดอร์สัน ปีกดาวรุ่งของฮัลล์ ซิตี้
                         ดังนั้นเมื่อมีเงินทุนมากขึ้น ในฤดูกาลหน้าก็คาดหวังได้ว่าราฟา จะได้ทำทีมในรูปแบบที่แตกต่างโดยจะเน้นผู้เล่นที่ไม่ใช่แค่ Good แต่ต้อง Best หรืออย่างน้อยก็ Better กว่าที่มี
                         ความเปลี่ยนแปลงอีกด้านคือนโยบายทางด้านการตลาด ที่จะเป็นงานที่สองเจ้าของใหม่ค่อนข้างมีความเชี่ยวชาญ และจะแปรรูปแบรนด์ลิเวอร์พูล ให้กลายเป็นสินค้ายอดนิยมไปทั่วโลก
                         ข่าวดีสำหรับคนไทยคือกิลเล็ตต์ ให้ความสนใจกับตลาดเอเชียมากทีเดียว ซึ่งปีนี้ผมเชื่อว่าเราคงจะได้ต้อนรับการมาเยือนของ "หงส์แดง" อีกครั้ง

                         อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการแปรรูปลิเวอร์พูล ให้กลายเป็นสโมสรที่เน้นการทำตลาดอย่างสมบูรณ์ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง
                         เรา - ในฐานะแฟนบอล ไม่มีทางรู้ได้ว่าสองเจ้าของใหม่จะคิดอ่านอย่างไรกับความเป็นลิเวอร์พูล ?
                         ถ้าใครได้ฟังคำสัมภาษณ์ในระหว่างการแถลงข่าวเปิดตัวของกิลเล็ตต์ และฮิคส์ คงจะได้ยินที่กิลเล็ตต์ หลุดปากคำว่า Liverpool Reds และ "แฟรนไชส์" ออกมา จนต้องมีการออกมาแก้ตัวกันยกใหญ่
                         แต่กระนั้นการหลุดของกิลเล็ตต์ ก็ไม่ฮาเท่าเคสของฮาเวียร์ มาสเชราโน่ ที่เรียกตัวเองเป็น "ผีแดง" (อิๆ)
                         อีกภาพหนึ่งที่สะท้อนความไม่รู้ของสองเจ้าของใหม่คือ ภาพของสองเศรษฐีเฒ่าที่ยืนถ่ายรูปในอุโมงก์ก่อนทางเข้าสนามแอนฟิลด์ ที่มีป้ายศักดิ์สิทธิ์ This is Anfield อยู่
                         แต่ไม่มีสักคนไม่ว่าจะกิลเล็ตต์ หรือฮิคส์ ที่เอื้อมมือไปสัมผัสมัน ..
                         ผมอาจจะละเอียดอ่อนมากเกินไปที่มาสนใจกับเรื่องพรรค์นี้ - แต่ในความเป็นลิเวอร์พูล เราก็เต็มไปด้วยเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ?
                         ทุกสิ่งของลิเวอร์พูล ตั้งแต่ประตูแชงคลีย์ เกท ที่ปากทางเข้าสนามมา ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เคยมีเรื่องราวของมันเอง
                         อนุสรณ์ฮิลส์โบโร่ห์และเปลวเพลิงอมตะ ,รูปปั้นปรมาจารย์บิลล์ แชงคลีย์ ,แผ่นป้ายทองแดงผสมสำริดของบิลล์ ลิดเดลล์ ซูเปอร์สตาร์คนแรกของสโมสร ,อัฒจันทน์ค็อป เอนด์ ,ห้องเก็บรองเท้า (บูทรูม)
                         แม้แต่กระเบื้องทุกชิ้น ต้นหญ้าทุกต้นของแอนฟิลด์ ต่างมีเรื่องราวถูกบันทึกไว้ทั้งสิ้น
                         ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่ค็อปไพท์ (Kopite) ทุกคนจะหวงแหน และคาดหวังว่าสองประธานสโมสรใหม่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจกับตัวตนของสโมสรลิเวอร์พูล ให้มากที่สุด
                         กระนั้นผมก็ยังรู้สึกดีขึ้นที่กิลเล็ตต์ ยอมรับว่าเขารู้อะไรน้อยมากเมื่อเทียบกับแฟนบอลตัวจริง แต่อย่างน้อยเขาก็ "Respect" ความเป็นลิเวอร์พูล
                         Respect ในความหมายทั้งการเคารพ และการให้เกียรติ
                         นั่นเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ดีสำหรับการเอาชนะใจเดอะ ค็อป เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่กิลเล็ตต์ เคยเอาชนะใจแฟนมอนเทรียล แคเนเดี้ยนส์ ทีมฮอคกี้น้ำแข็งที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดของแคนาดาได้เมื่อเทคโอเวอร์กิจการในปี 2001
                         อันที่จริง - กิลเล็ตต์ และฮิคส์ คงรู้ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากมายด้วยซ้ำ 
                         "วิถี" ของลิเวอร์พูล นั้นดีงามอยู่แล้ว
                         หน้าที่ของพวกเขามีง่ายๆคือไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะ "วิถี" เหล่านี้เกิดขึ้นโดยเดอะ ค็อป มีขึ้นเพื่อเดอะ ค็อป และคงอยู่เพื่อเดอะ ค็อปเท่านั้น
                         Traditions ในระดับของการบริหารที่จับต้องได้มีเพียงเรื่องของการให้อำนาจการทำทีมแก่ผู้จัดการทีมอย่างเต็มที่ ซึ่งกิลเล็ตต์ และฮิคส์ อาจจะปรับเปลี่ยนบ้าง ไม่จำเป็นต้องดันทุรังให้โอกาสกันมากจนเกินไปเหมือนในอดีตเช่นยุคของ แกรม ซูเนสส์ หรือรอย อีแวนส์
                         และแม้จะเน้นธุรกิจมากขึ้น ก็อย่าเปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูล ให้กลายเป็นสโมสรหน้าเลือดที่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน
                         อย่าลืมว่าต้นธารที่เข้มข้นของเลือดหงส์แดง มาจากการที่เป็นสโมสรของชนชั้นรากหญ้าในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานในอู่ต่อเรือทั้งหลาย
                         กาลเวลาอาจจะเดินทางไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง แต่ลิเวอร์พูล ก็ยังเป็นสโมสรที่ไม่เคยลืมต้นกำเนิดและไม่เคยทิ้งแฟนบอลกลุ่มนี้ ดังจะเห็นได้จากการที่ยังเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีค่าตั๋วเข้าชมเกมในสนามที่ค่อนข้างต่ำเกือบที่สุด ทั้งที่เป็นสโมสรในระดับท็อปโฟร์ของอังกฤษ และรวยระดับท็อปเท็นของยุโรป
                         สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กิลเล็ตต์ และฮิคส์ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด
                         หากความเจริญจะเข้ามากัดกร่อนตัวตนและจิตวิญญาณของสโมสรไป - ขออยู่แบบยากจนเหมือนเดิมดีกว่า

อัพเดทเมื่อ : 18 กุมภาพันธ์ 2550

อ่าน Kop Soft Soft ย้อนหลัง



 
 
 
 
Euro_football_Ticket
 

 
.Copyright © 1999 - 2007 Liverpool In Thailand