คีธ แฮ็คเก็ตต์ อดีตผู้ตัดสินชื่อดังของพรีเมียร์ลีก ออกโรงวิจารณ์การทำหน้าที่ของ คริส คาวานาฟ ในเกมที่ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟิลด์พ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-3 โดยยืนยันว่า ไรอัน กราเฟนแบร์ก ไม่สมควรได้รับใบเหลืองแรก พร้อมมองว่าผู้ตัดสินควรใช้ดุลยพินิจให้เหมาะสมกับเกมใหญ่ที่มีความกดดันสูง
กราเฟนแบร์ก กลายเป็นประเด็นสำคัญหลังถูกใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงในช่วงครึ่งหลัง ส่งผลให้ลิเวอร์พูลต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คน ก่อนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะฉวยโอกาสยิงสามประตูรวดและคว้าชัยชนะกลับออกจากแอนฟิลด์
อย่างไรก็ตาม แฮ็คเก็ตต์ ซึ่งให้สัมภาษณ์พิเศษกับ ฟุตบอล อินไซเดอร์ มองว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่การตัดสินแจกใบเหลืองแรกให้กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์ โดยเชื่อว่าจังหวะดังกล่าวไม่ควรถูกเป่าเป็นการทำฟาวล์ด้วยซ้ำ
ผู้ตัดสินไม่ได้อยู่ในมุมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการมองเห็นเหตุการณ์ และตัดสินใจผิดพลาดที่แจกใบเหลืองให้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก
พูดตามตรง ผมไม่คิดว่าจังหวะนั้นเป็นการทำฟาวล์ด้วยซ้ำ เพราะนักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียการทรงตัวและกำลังจะล้มลงอยู่แล้ว
อดีตผู้ตัดสินชาวอังกฤษยอมรับว่าใบเหลืองอีกใบของ กราเฟนแบร์ก สามารถอธิบายได้ตามกติกา แต่เชื่อว่าผู้ตัดสินควรคำนึงถึงบริบทของการแข่งขัน โดยเฉพาะเกมระดับบิ๊กแมตช์ที่มีความตึงเครียดสูง
ตามกติกาแล้ว มันเป็นใบเหลืองได้ อย่างไรก็ตาม ในเกมใหญ่ที่มีความกดดันสูงเช่นนี้ ผู้ตัดสินควรยกระดับเกณฑ์การแจกใบเหลืองให้สูงขึ้น เพื่อควบคุมจำนวนใบเหลืองไม่ให้มากเกินไป
แฮ็คเก็ตต์ มองว่าการตัดสินในลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรูปเกมอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นคนสำคัญของทีมหนึ่งต้องถูกไล่ออกจากสนาม
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงการตัดสินใจของผู้จัดการทีม เมื่อมีนักเตะได้รับใบเหลืองไปแล้วและกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษเพิ่มเติม
ในเกมลักษณะนี้ ผู้จัดการทีมก็มีเรื่องที่ต้องตัดสินใจเช่นกัน
เขาควรถามตัวเองว่า ควรเปลี่ยนนักเตะคนนี้ออกหลังได้รับใบเหลืองแรกหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะได้รับใบเหลืองที่สองตามด้วยใบแดง
มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย เมื่อพิจารณาจากบริบทของการแข่งขันนัดนี้
นอกจากประเด็นการตัดสินแล้ว ฟุตบอล อินไซเดอร์ ยังวิเคราะห์ว่าใบแดงของ กราเฟนแบร์ก สร้างความเสียหายให้ลิเวอร์พูลมากกว่าการเสียเปรียบด้านจำนวนผู้เล่น เพราะทีมยังสูญเสียหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในสนามด้วย
ก่อนถูกไล่ออก กองกลางทีมชาติเนเธอร์แลนด์มีโอกาสลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกม จากบทบาทสำคัญในการพาบอลขึ้นหน้าและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม
ตามข้อมูลจาก FotMob กราเฟนแบร์ก เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ 4 ครั้ง มากกว่านักเตะทุกคนในสนาม รวมถึงผู้เล่นตำแหน่งปีกทั้งสี่คนที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง
นอกจากนี้ เขายังมีอัตราความสำเร็จในการเลี้ยงบอล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการพาบอลทะลุผ่านแดนกลางหลายครั้งช่วยเปิดพื้นที่ให้แนวรุกลิเวอร์พูลสร้างโอกาสเข้าทำ
การถูกไล่ออกของ กราเฟนแบร์ก จึงไม่ได้ทำให้ลิเวอร์พูลเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนเท่านั้น แต่ยังทำให้ทีมสูญเสียอาวุธสำคัญในการพาบอลฝ่าแนวรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกด้วย
ความเห็นของ แฮ็คเก็ตต์ สอดคล้องกับ อันโดนี่ อิราโอล่า เฮดโค้ชลิเวอร์พูล และ รอย คีน อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งต่างตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของใบเหลืองแรกที่ กราเฟนแบร์ก ได้รับ
อิราโอล่า เคยระบุว่าลิเวอร์พูลทำผลงานได้ดีตลอดหนึ่งชั่วโมงแรก และกำลังมีโมเมนตัมในการบุก ก่อนใบแดงจะเปลี่ยนสถานการณ์ของการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ คีน มองว่าเกมยังคงสูสีในช่วงที่ทั้งสองทีมมีผู้เล่นเท่ากัน แต่หลังจากลิเวอร์พูลเหลือ 10 คน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็สามารถควบคุมการแข่งขันได้ทั้งหมด
สำหรับ แฮ็คเก็ตต์ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใบเหลืองที่สองถูกต้องตามกติกาหรือไม่ แต่ยังรวมถึงความเหมาะสมของใบเหลืองแรก ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เปลี่ยนทิศทางของเกมบิ๊กแมตช์ที่แอนฟิลด์